ทั่วโลกยอมรับกันว่าประเทศอียิปต์เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญอย่างยิ่ง
เป็นเวลากว่า 5,000 ปีมาแล้วที่ดินแดนแถบนี้ได้เคยครองความยิ่งใหญ่ในหมู่มวลมนุษยชาติ
โดยได้ทิ้งหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุไว้ใต้ผืนทรายมากมายนับไม่ถ้วน
และยังมีอีกมากที่ยังสำรวจไปไม่ถึง เฉพาะที่เห็นแต่ละชิ้นล้วนมีประวัติศาสตร์และความอลังการที่มนุษย์ยุคดิจิตอลสมัยนี้ได้แต่อึ้งและทึ่ง
นอกจากโบราณสถานและโบราณวัตถุของอียิปต์ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของชาวอียิปต์โบราณได้สร้างทิ้งไว้ให้กับลูกหลานรุ่นนี้ได้ใช้เป็นแหล่งทำรายได้เข้าประเทศมูลค่ามหาศาลแล้ว
ความเป็นชนชาติเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมานานนับพันๆ ปีก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อได้เดินทางมาถึงประเทศอียิปต์
เพราะคนเหล่านี้ที่เห็นหน้าตาดำๆ ผอมๆ ใส่เสื้อผ้ารุ่มร่ามและพูดภาษาที่ฟังยากเร็วปรื้อ
ก็เป็นเสน่ห์ที่จะทำให้การท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาในดินแดนไอยคุปต์มีรสชาติน่าตื่นตาตื่นใจอย่างคาดไม่ถึง
เมืองหลวงของอียิปต์ชื่อ
ไคโร (Cairo) ในภาษาอาหรับแปลว่า ชัยชนะ ได้ชื่อนี้เพราะตอนสร้างเมืองมีดาวอังคารสีส้มปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้า
ซึ่งคนยุคนั้นเชื่อกันว่าดาวอังคารเป็นดาวนักรบ เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง
และอาจจะเป็นเพราะความเชื่อนี้หรือเปล่าที่ทำให้กรุงไคโรสามารถรบชนะข้าศึกที่เข้ามารุกรานทั้งกองทัพมองโกล
กองทัพครูเสด และแม้กระทั่งกองทัพอันเกรียงไกรของจักรวรรดิออตโตมาน
ปัจจุบันแม้อียิปต์จะเสื่อมถอยจากความเป็นมหาอำนาจและความมั่งคั่งร่ำรวยในอดีตไปแล้ว
แต่ก็ยังคงมีความสำคัญต่อโลกปัจจุบันอยู่มาก ถือเป็นศูนย์กลางของโลกอีกมุมหนึ่งทีเดียว
สำหรับประเทศไทย
คนไทยรู้จักอียิปต์ผ่านทางภาพถ่าย บทความสารคดี และภาพยนตร์มานานแล้ว
จนกล่าวได้ว่าแผ่นดินของพระนางครีโอพัตรา ผู้หญิงที่งามจนสามารถล่มเมืองได้นั้น
คนไทยสนใจเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่มีบรรจุอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยว
และเมื่อวันที่ 17-22 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้เสด็จฯ เยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ
ผมไปไคโรเที่ยวนี้ไม่รอช้า
รีบนั่งรถไปชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาชมให้ได้เมื่อมาถึงอียิปต์
เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นสุดยอดของพิพิธภัณฑ์...ระดับหนึ่งในสามของโลก
จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์นอกจากมีโบราณวัตถุล้ำค่านับไม่ถ้วน
ดูกันทั้งวันก็ไม่หมด เพราะมีมากถึงกว่า 120,000 ชิ้นจนต้องเวียนนำมาจัดแสดง
โดยเฉพาะที่พลาดชมไม่ได้เลยทีเดียวเชียวคือ ขุมทรัพย์ของฟาโรห์ตุตังคามุน
(Pharaoh Tutankhamun หรือตุตันคาเมน Tutankhamen ซึ่งมีความหมายว่า
เทพแห่งดวงอาทิตย์ได้อวตารลงมา) โดยจัดแสดงแบ่งแยกเป็นเอกเทศอยู่บนชั้นสองของอาคารหลัก
ฟาโรห์ตุตังคามุนเป็นฟาโรห์องค์ที่
12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ (1334-1323 ก่อนคริสตกาล) ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้เพียง
7 ชันษา และครองราชย์อยู่ 11 ปีก็สิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ 18
ชันษา
การสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์ตุตังคามุนมีนักโบราณคดีได้ศึกษาเรื่องนี้และระบุหลังเอกซเรย์กะโหลกมัมมี่ของพระองค์
แล้วได้ข้อสรุปว่าพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยธนูที่เบื้องหลังกะโหลก
โดยผู้ที่ลอบปลงพระชนม์ก็คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั่นเอง
ซึ่งเป็นพระ และต่อมาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ต่อไป
รายงานชิ้นนี้ทุกคนเชื่อ...แต่ได้มีรายงานล่าสุดออกมาหักล้าง
เมื่อมีการตรวจมัมมี่ของฟาโรห์ตุตังคามุนใหม่อีกครั้งที่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโร
แย้งว่าการสิ้นพระชนม์ของยุวกษัตริย์พระองค์นี้ไม่น่าจะเป็นการถูกลอบทำร้าย
หากน่าจะเป็นผลมาจากการติดเชื้อ เพราะพบว่ากระดูกต้นขาด้านซ้ายของฟาโรห์หักก่อนสิ้นพระชนม์
สำหรับผู้ค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนคือ
โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชาวอังกฤษ
โดยมีลอร์ดคาร์นาร์วอน (Lord Carnarvon) เป็นผู้หาเงินทุนมาสนับสนุนการขุดค้น
และส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลอียิปต์
คณะของโฮเวิร์ด
คาร์เตอร์ได้เข้าสู่สุสานของตุตังคามุนที่หุบเขากษัตริย์ในเมืองลักซอร์
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 และได้ใช้เวลาในการทำงานนานถึง
10 ปีที่ทำให้โลกถึงกับช็อก เพราะสมบัติของฟาโรห์พระองค์นี้ล้ำค่านัก
แค่เฉพาะโลงพระศพก็สุดบรรยายแล้ว เนื่องจากทำด้วยทองคำบริสุทธิ์
เหตุที่สมบัติของฟาโรห์ตุตังคามุนรอดพ้นจากน้ำมือโจรขโมยขุดหาสมบัติ
เนื่องจากหน้าหลุมศพมิได้จารึกว่าเป็นของกษัตริย์ ทรัพย์สมบัติจึงยังคงอยู่ครบถ้วน
และได้เป็นข้อพิสูจน์ความมั่งคั่งของอียิปต์โบราณได้เป็นอย่างดี
โลงที่บรรจุพระศพถูกเก็บไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เท่ารถบรรทุกสองคัน
และย่อส่วนซ้อนกันถึง 4 ชั้นก่อนที่จะถึงหีบพระศพของจริงที่ทำด้วยทองคำแท้
แกะสลักงดงามเป็นรูปของหนุ่มน้อยหน้าตาคมคายนอนอมยิ้มทรงเครื่องทอง
ไขว้พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือแส้ อีกข้างถือตะขอวางทาบไว้กับพระอุระ
ที่งามที่สุดคือหน้ากากทองคำที่ครอบพระพักตร์คำนวณแล้วหนักถึง
11 กิโลกรัม
ชมสมบัติของฟาโรห์กันแล้ว
คราวนี้ไปดูสถานที่เก็บสมบัติหรืออีกนัยหนึ่งคือสุสานของฟาโรห์นั่นเอง
ข้าวของเครื่องใช้ของฟาโรห์ตุตังคามุนที่เห็นในพิพิธภัณฑ์แล้วเราๆ
ท่านๆ แอบอุทานอยู่ในใจนั้นเป็นแค่ฟาโรห์เด็กๆ ที่สวรรคตขณะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานนัก
สมบัติยังอลังการขนาดนี้ แล้วฟาโรห์ที่ครองบังลังก์หลายสิบปีกว่าจะเสด็จสวรรคตจะมีสมบัติมากมายและอลังการขนาดไหน
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สมบัติเหล่านั้นได้ถูกพวกขโมยขุดไปจนหมดสิ้น
ส่วนใหญ่คาดกันว่ากระจายไปอยู่ในยุโรปและอเมริกาที่มีนักสะสมของโบราณทุ่มเงินซื้อไปเก็บเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัวไว้ในคฤหาสน์หรือวิลลาจำนวนมาก
นี่ถ้าสามารถขโมยพีระมิดได้ก็คงถูกรื้อเอาไปเหมือนกัน บังเอิญมันใหญ่โตเกินกว่าที่จะถอดหินเล็ดรอดเอาออกนอกประเทศไปได้
จึงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ชม แต่สมบัติข้างในถูกขนออกไปเกลี้ยงนานแล้ว
ความจริงสุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนได้มีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นตามมาภายหลังมากมาย
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ต้องกรองให้ดี เพราะบางเรื่องก็มีการเอาไปผูกเขียนเป็นนิยายเป็นตุเป็นตะ
เช่น คำสาปที่จารึกไว้เหนือหลุมศพที่ว่า...ผู้ใดรบกวนความสงบสุขของสุสานนี้จะต้องพบกับมรณะ
แต่ก็น่าแปลก เพราะนับตั้งแต่สุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนถูกเปิดออก
ผู้ร่วมขุดค้นได้ล้มตายราวใบไม้ร่วงอย่างไร้เหตุผลติดต่อกันถึง
22 คน รวมทั้งลอร์ดคาร์นาร์วอน คนหาทุนด้วย ที่แพทย์ตรวจพบว่าเขาตายเพราะถูกยุงกัด
แต่คนไม่เชื่อเรื่องคำสาปของฟาโรห์ก็แย้งว่า คณะนักสำรวจอาจถูกเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในสุสานมานานนับพันปี
พอถูกอากาศและสูดดมเข้าไปอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถึงจะมีข้อพิสูจน์มาหักล้างกันอย่างไร
อาถรรพณ์ของคำสาปฟาโรห์ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ เพราะเรื่องลึกลับเป็นสิ่งที่คนพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว
ในอียิปต์มีพีระมิด
(Pyramid) กระจัดกระจายอยู่มากมาย ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงไคโรมากที่สุดออกไปทางทิศตะวัตตกอยู่ที่เมืองกีซา
(Giza) ซึ่งตอนนี้มีรถไฟใต้ดินจากกลางเมืองไคโรแล่นไปถึงกีซาสะดวกสบายมากๆ
พีระมิดที่กีซาเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ประกอบด้วยพีระมิด 3 แห่ง สร้างอยู่ใกล้กันเป็นหมู่ คือ พีระมิดคีออปส์
(Cheops) คีเฟรน (Chephren) และแมนคีเร (Menkaure) สร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า
1 กิโลเมตร
พีระมิดกลุ่มนี้สร้างในยุคราชวงศ์ที่
4 ราว 2,584-2,465 ปีก่อนคริสตกาล หรือก่อนหน้าที่อารยธรรมกรีกจะเริ่มถึง
2,000 ปีทีเดียว เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาฟเร
และฟาโรห์เมนกาเร รวมไปถึงพระศพของพระมเหสีของแต่ละพระองค์ ด้วยมีความเชื่อว่าพีระมิดเป็นสถานที่ส่งพระวิญญาณไปสู่สวรรค์ร่วมกับพระญาติ
โดยมีพีระมิดคีออปส์ซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์คูฟูเป็นพีระมิดใหญ่ที่สุด
สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากไคโรทีเดียว และได้รับยกย่องให้เป็น
1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
พีระมิดคีออปส์ของฟาโรห์คูฟูมียอดแหลมเมื่อวัดจากพื้นดินสูงถึง
147 เมตร (หรือประมาณตึก 40 ชั้น) ฐานแต่ละด้านยาว 230 เมตร
ใช้แท่งหินก่อซ้อนทับกันขึ้นไปประมาณ 2 ล้านถึง 2.3 ล้านก้อน
แต่ละก้อนหนักเฉลี่ย 2.4 เมตริกตัน ซึ่งก้อนที่อยู่บริเวณห้องเก็บพระศพจะใหญ่และหนักกว่านี้
หินทั้งหมดเมื่อวางซ้อนทับกันแล้วฉาบด้วยปูนขาวเนื้อละเอียดจากเมืองทูราที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของกรุงไคโร
เวลาขนย้ายต้องใช้แรงงานของชาวนาที่ถูกเกณฑ์มาถึงกว่าแสนคน แล้วใช้ช่างฝีมือในการประดับประดางานศิลป์อีกกว่า
5 พันคน ช่วงที่ชาวนาถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานจะอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลากในอียิปต์
เพราะช่วงนั้นชาวนาทำไร่ทำนาไม่ได้ พีระมิดของฟาโรห์คูฟูใช้เวลาก่อสร้างถึง
23 ปี ความใหญ่โตนี้เมื่อคำนวณแล้วจะหนักกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทประมาณ
16 เท่าครึ่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารไทเป 101 (Taipei 101)
อาคารสูงที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ ซึ่งมีน้ำหนักรวม 700,000 เมตริกตัน
พีระมิดคีออปส์ก็ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าอาคารไทเป 101 ถึง 8 เท่าครึ่ง
ทั้งหมดที่ทุ่มเทลงไปเป็นเรื่องของความเชื่อในชาติภพหรือชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณที่เราเห็นได้จากสมบัติของฟาโรห์
ซึ่งพระองค์ได้เตรียมข้าวของเครื่องใช้ ข้าทาสบริวาร รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์พืชและเสบียงอาหารที่หวังว่าจะได้ใช้ในภพหน้า
เรื่องราวของพีระมิดในอียิปต์มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ
อยู่เป็นประจำ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีข่าวน่าตื่นเต้นของแวดวงโบราณคดี
เมื่อมีการค้นพบพีระมิดแห่งใหม่อายุราว 2,500 ปีอยู่ใกล้กับพีระมิดคีออปส์
แต่ถูกฝังอยู่ใต้ทรายลึกถึง 33 ฟุต คณะนักสำรวจชาวอียิปต์ได้พบโลงไม้
รูปแกะสลักสีเทอร์ควอยซ์ที่ทำจากดินเผา และเซรามิกที่ไม่ได้ทำจากดินเหนียวแบบที่ชาวอียิปต์โบราณใช้กัน
ซึ่งได้สื่อถึงการเดินทางของผู้คนในยุคนั้น
สู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงกรุงไคโรแล้วทั้งที
คงต้องหาเวลาไปชมแม่น้ำไนล์สักหน่อย ยิ่งได้ลงล่องเรือ เฟลุกกา
ซึ่งเป็นเรือใบที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นเรือใบเสาเดียว
มีนายท้ายคัดหางเรืออยู่ที่ท้ายเรือ โรแมนติกจนลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ
ปัจจุบันเรือประเภทนี้เกือบสูญไปหมดแล้ว ที่เห็นอยู่ในแม่น้ำเป็นการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
สำหรับแม่น้ำไนล์
(Nile) เป็นแม่น้ำนานาชาติ เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายใหญ่
2 สายคือ แม่น้ำบลูไนล์ (Blue Nile) จากประเทศเอธิโอเปีย และแม่น้ำไวต์ไนล์
(White Nile) จากบริเวณแอฟริกาตะวันออก มารวมตัวกันในประเทศซูดาน
จากนั้นไหลผ่านประเทศอียิปต์ แล้วไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญและยิ่งใหญ่ของโลก เพราะเป็นอู่อารยธรรมเก่าแก่
ซึ่งกระดาษปาปิรัส (Papyrus) กระดาษที่ชาวอียิปต์เป็นผู้คิดค้นก็เกิดจากต้นอ้อที่ขึ้นอยู่ริมแม่น้ำไนล์นี้เอง
รวมทั้งอักษรเฮียโรกลิฟ ซึ่งเป็นอักษรภาพของชาวอียิปต์โบราณก็เพิ่งจะมีการอ่านออกเมื่อมีการค้นพบแผ่นหินโรเซตตาที่เป็นบันทึกโบราณ
และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้เวลาถึง 25 ปีจึงอ่านและแปลความหมายได้
ปัจจุบันแผ่นหินโรเซตตาถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงลอนดอน
การมาเที่ยวกรุงไคโรซึ่งแน่นอนไม่ใช่ทั้งหมดของอียิปต์
ลำพังไคโรเมืองเดียวถ้าต้องการชมอย่างละเอียดก็แทบไม่ต้องไปไหนกันแล้ว
นี่ยังไม่ได้พูดถึงผู้คนในเมืองนี้ที่น่าสนใจมากๆ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ดูจะแปลกๆ
ชอบกล เมื่อเห็นตึกรามบ้านช่องเกือบทั้งเมืองที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จสักที
ทั้งๆ ที่ก็มีคนอยู่เต็มและมีสภาพเป็นบ้านที่สร้างมานานแล้วด้วยซ้ำ
คำตอบคือหากสร้างเสร็จจะเสียภาษีแพง ดังนั้นชาวบ้านจึงทิ้งปลายเสาหรือคานให้โผล่ออกมานอกตึกคาไว้อย่างนั้นแหละ
แม้จะดูไม่เรียบร้อยสวยงาม แต่ประหยัดเงินในกระเป๋า สู้เก็บเงินไว้ซื้อส้มกับมะม่วงกินดีกว่า
เพราะส้มและมะม่วงของอียิปต์บอกแล้วจะน้ำลายสอ ก็มันทั้งอร่อยทั้งถูก
แถมหวานชื่นใจอีกต่างหาก
ใครมาถึงอียิปต์แล้วไม่ได้ชิม
อย่าได้คุยเชียวว่ามาถึงอียิปต์แล้ว!
้
|