Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
Cairo แหล่งรวมมรดกของโลก
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








            ทั่วโลกยอมรับกันว่าประเทศอียิปต์เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นเวลากว่า 5,000 ปีมาแล้วที่ดินแดนแถบนี้ได้เคยครองความยิ่งใหญ่ในหมู่มวลมนุษยชาติ โดยได้ทิ้งหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุไว้ใต้ผืนทรายมากมายนับไม่ถ้วน และยังมีอีกมากที่ยังสำรวจไปไม่ถึง เฉพาะที่เห็นแต่ละชิ้นล้วนมีประวัติศาสตร์และความอลังการที่มนุษย์ยุคดิจิตอลสมัยนี้ได้แต่อึ้งและทึ่ง นอกจากโบราณสถานและโบราณวัตถุของอียิปต์ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของชาวอียิปต์โบราณได้สร้างทิ้งไว้ให้กับลูกหลานรุ่นนี้ได้ใช้เป็นแหล่งทำรายได้เข้าประเทศมูลค่ามหาศาลแล้ว ความเป็นชนชาติเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมานานนับพันๆ ปีก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อได้เดินทางมาถึงประเทศอียิปต์ เพราะคนเหล่านี้ที่เห็นหน้าตาดำๆ ผอมๆ ใส่เสื้อผ้ารุ่มร่ามและพูดภาษาที่ฟังยากเร็วปรื้อ ก็เป็นเสน่ห์ที่จะทำให้การท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาในดินแดนไอยคุปต์มีรสชาติน่าตื่นตาตื่นใจอย่างคาดไม่ถึง

            เมืองหลวงของอียิปต์ชื่อ “ไคโร” (Cairo) ในภาษาอาหรับแปลว่า “ชัยชนะ” ได้ชื่อนี้เพราะตอนสร้างเมืองมีดาวอังคารสีส้มปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้า ซึ่งคนยุคนั้นเชื่อกันว่าดาวอังคารเป็นดาวนักรบ เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง และอาจจะเป็นเพราะความเชื่อนี้หรือเปล่าที่ทำให้กรุงไคโรสามารถรบชนะข้าศึกที่เข้ามารุกรานทั้งกองทัพมองโกล กองทัพครูเสด และแม้กระทั่งกองทัพอันเกรียงไกรของจักรวรรดิออตโตมาน

            ปัจจุบันแม้อียิปต์จะเสื่อมถอยจากความเป็นมหาอำนาจและความมั่งคั่งร่ำรวยในอดีตไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีความสำคัญต่อโลกปัจจุบันอยู่มาก ถือเป็นศูนย์กลางของโลกอีกมุมหนึ่งทีเดียว

            สำหรับประเทศไทย คนไทยรู้จักอียิปต์ผ่านทางภาพถ่าย บทความสารคดี และภาพยนตร์มานานแล้ว จนกล่าวได้ว่าแผ่นดินของพระนางครีโอพัตรา ผู้หญิงที่งามจนสามารถล่มเมืองได้นั้น คนไทยสนใจเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่มีบรรจุอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยว และเมื่อวันที่ 17-22 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้เสด็จฯ เยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ

            ผมไปไคโรเที่ยวนี้ไม่รอช้า รีบนั่งรถไปชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมาชมให้ได้เมื่อมาถึงอียิปต์ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นสุดยอดของพิพิธภัณฑ์...ระดับหนึ่งในสามของโลก

            จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์นอกจากมีโบราณวัตถุล้ำค่านับไม่ถ้วน ดูกันทั้งวันก็ไม่หมด เพราะมีมากถึงกว่า 120,000 ชิ้นจนต้องเวียนนำมาจัดแสดง โดยเฉพาะที่พลาดชมไม่ได้เลยทีเดียวเชียวคือ ขุมทรัพย์ของฟาโรห์ตุตังคามุน (Pharaoh Tutankhamun หรือตุตันคาเมน Tutankhamen ซึ่งมีความหมายว่า เทพแห่งดวงอาทิตย์ได้อวตารลงมา) โดยจัดแสดงแบ่งแยกเป็นเอกเทศอยู่บนชั้นสองของอาคารหลัก

            ฟาโรห์ตุตังคามุนเป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ (1334-1323 ก่อนคริสตกาล) ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้เพียง 7 ชันษา และครองราชย์อยู่ 11 ปีก็สิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ 18 ชันษา

            การสิ้นพระชนม์ของฟาโรห์ตุตังคามุนมีนักโบราณคดีได้ศึกษาเรื่องนี้และระบุหลังเอกซเรย์กะโหลกมัมมี่ของพระองค์ แล้วได้ข้อสรุปว่าพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยธนูที่เบื้องหลังกะโหลก โดยผู้ที่ลอบปลงพระชนม์ก็คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั่นเอง ซึ่งเป็นพระ และต่อมาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ต่อไป

            รายงานชิ้นนี้ทุกคนเชื่อ...แต่ได้มีรายงานล่าสุดออกมาหักล้าง เมื่อมีการตรวจมัมมี่ของฟาโรห์ตุตังคามุนใหม่อีกครั้งที่พิพิธภัณฑ์กรุงไคโร แย้งว่าการสิ้นพระชนม์ของยุวกษัตริย์พระองค์นี้ไม่น่าจะเป็นการถูกลอบทำร้าย หากน่าจะเป็นผลมาจากการติดเชื้อ เพราะพบว่ากระดูกต้นขาด้านซ้ายของฟาโรห์หักก่อนสิ้นพระชนม์

            สำหรับผู้ค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนคือ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชาวอังกฤษ โดยมีลอร์ดคาร์นาร์วอน (Lord Carnarvon) เป็นผู้หาเงินทุนมาสนับสนุนการขุดค้น และส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลอียิปต์

            คณะของโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ได้เข้าสู่สุสานของตุตังคามุนที่หุบเขากษัตริย์ในเมืองลักซอร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 และได้ใช้เวลาในการทำงานนานถึง 10 ปีที่ทำให้โลกถึงกับช็อก เพราะสมบัติของฟาโรห์พระองค์นี้ล้ำค่านัก แค่เฉพาะโลงพระศพก็สุดบรรยายแล้ว เนื่องจากทำด้วยทองคำบริสุทธิ์

            เหตุที่สมบัติของฟาโรห์ตุตังคามุนรอดพ้นจากน้ำมือโจรขโมยขุดหาสมบัติ เนื่องจากหน้าหลุมศพมิได้จารึกว่าเป็นของกษัตริย์ ทรัพย์สมบัติจึงยังคงอยู่ครบถ้วน และได้เป็นข้อพิสูจน์ความมั่งคั่งของอียิปต์โบราณได้เป็นอย่างดี

            โลงที่บรรจุพระศพถูกเก็บไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เท่ารถบรรทุกสองคัน และย่อส่วนซ้อนกันถึง 4 ชั้นก่อนที่จะถึงหีบพระศพของจริงที่ทำด้วยทองคำแท้ แกะสลักงดงามเป็นรูปของหนุ่มน้อยหน้าตาคมคายนอนอมยิ้มทรงเครื่องทอง ไขว้พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือแส้ อีกข้างถือตะขอวางทาบไว้กับพระอุระ ที่งามที่สุดคือหน้ากากทองคำที่ครอบพระพักตร์คำนวณแล้วหนักถึง 11 กิโลกรัม

            ชมสมบัติของฟาโรห์กันแล้ว คราวนี้ไปดูสถานที่เก็บสมบัติหรืออีกนัยหนึ่งคือสุสานของฟาโรห์นั่นเอง ข้าวของเครื่องใช้ของฟาโรห์ตุตังคามุนที่เห็นในพิพิธภัณฑ์แล้วเราๆ ท่านๆ แอบอุทานอยู่ในใจนั้นเป็นแค่ฟาโรห์เด็กๆ ที่สวรรคตขณะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานนัก สมบัติยังอลังการขนาดนี้ แล้วฟาโรห์ที่ครองบังลังก์หลายสิบปีกว่าจะเสด็จสวรรคตจะมีสมบัติมากมายและอลังการขนาดไหน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สมบัติเหล่านั้นได้ถูกพวกขโมยขุดไปจนหมดสิ้น ส่วนใหญ่คาดกันว่ากระจายไปอยู่ในยุโรปและอเมริกาที่มีนักสะสมของโบราณทุ่มเงินซื้อไปเก็บเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัวไว้ในคฤหาสน์หรือวิลลาจำนวนมาก นี่ถ้าสามารถขโมยพีระมิดได้ก็คงถูกรื้อเอาไปเหมือนกัน บังเอิญมันใหญ่โตเกินกว่าที่จะถอดหินเล็ดรอดเอาออกนอกประเทศไปได้ จึงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ชม แต่สมบัติข้างในถูกขนออกไปเกลี้ยงนานแล้ว

            ความจริงสุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนได้มีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้นตามมาภายหลังมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ต้องกรองให้ดี เพราะบางเรื่องก็มีการเอาไปผูกเขียนเป็นนิยายเป็นตุเป็นตะ เช่น คำสาปที่จารึกไว้เหนือหลุมศพที่ว่า...ผู้ใดรบกวนความสงบสุขของสุสานนี้จะต้องพบกับมรณะ
แต่ก็น่าแปลก เพราะนับตั้งแต่สุสานของฟาโรห์ตุตังคามุนถูกเปิดออก ผู้ร่วมขุดค้นได้ล้มตายราวใบไม้ร่วงอย่างไร้เหตุผลติดต่อกันถึง 22 คน รวมทั้งลอร์ดคาร์นาร์วอน คนหาทุนด้วย ที่แพทย์ตรวจพบว่าเขาตายเพราะถูกยุงกัด แต่คนไม่เชื่อเรื่องคำสาปของฟาโรห์ก็แย้งว่า คณะนักสำรวจอาจถูกเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในสุสานมานานนับพันปี พอถูกอากาศและสูดดมเข้าไปอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถึงจะมีข้อพิสูจน์มาหักล้างกันอย่างไร อาถรรพณ์ของคำสาปฟาโรห์ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ เพราะเรื่องลึกลับเป็นสิ่งที่คนพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว

            ในอียิปต์มีพีระมิด (Pyramid) กระจัดกระจายอยู่มากมาย ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงไคโรมากที่สุดออกไปทางทิศตะวัตตกอยู่ที่เมืองกีซา (Giza) ซึ่งตอนนี้มีรถไฟใต้ดินจากกลางเมืองไคโรแล่นไปถึงกีซาสะดวกสบายมากๆ

            พีระมิดที่กีซาเป็นพีระมิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยพีระมิด 3 แห่ง สร้างอยู่ใกล้กันเป็นหมู่ คือ พีระมิดคีออปส์ (Cheops) คีเฟรน (Chephren) และแมนคีเร (Menkaure) สร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

            พีระมิดกลุ่มนี้สร้างในยุคราชวงศ์ที่ 4 ราว 2,584-2,465 ปีก่อนคริสตกาล หรือก่อนหน้าที่อารยธรรมกรีกจะเริ่มถึง 2,000 ปีทีเดียว เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์คูฟู ฟาโรห์คาฟเร และฟาโรห์เมนกาเร รวมไปถึงพระศพของพระมเหสีของแต่ละพระองค์ ด้วยมีความเชื่อว่าพีระมิดเป็นสถานที่ส่งพระวิญญาณไปสู่สวรรค์ร่วมกับพระญาติ โดยมีพีระมิดคีออปส์ซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระศพของฟาโรห์คูฟูเป็นพีระมิดใหญ่ที่สุด สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากไคโรทีเดียว และได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

            พีระมิดคีออปส์ของฟาโรห์คูฟูมียอดแหลมเมื่อวัดจากพื้นดินสูงถึง 147 เมตร (หรือประมาณตึก 40 ชั้น) ฐานแต่ละด้านยาว 230 เมตร ใช้แท่งหินก่อซ้อนทับกันขึ้นไปประมาณ 2 ล้านถึง 2.3 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักเฉลี่ย 2.4 เมตริกตัน ซึ่งก้อนที่อยู่บริเวณห้องเก็บพระศพจะใหญ่และหนักกว่านี้ หินทั้งหมดเมื่อวางซ้อนทับกันแล้วฉาบด้วยปูนขาวเนื้อละเอียดจากเมืองทูราที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของกรุงไคโร เวลาขนย้ายต้องใช้แรงงานของชาวนาที่ถูกเกณฑ์มาถึงกว่าแสนคน แล้วใช้ช่างฝีมือในการประดับประดางานศิลป์อีกกว่า 5 พันคน ช่วงที่ชาวนาถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานจะอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลากในอียิปต์ เพราะช่วงนั้นชาวนาทำไร่ทำนาไม่ได้ พีระมิดของฟาโรห์คูฟูใช้เวลาก่อสร้างถึง 23 ปี ความใหญ่โตนี้เมื่อคำนวณแล้วจะหนักกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทประมาณ 16 เท่าครึ่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารไทเป 101 (Taipei 101) อาคารสูงที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ ซึ่งมีน้ำหนักรวม 700,000 เมตริกตัน พีระมิดคีออปส์ก็ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าอาคารไทเป 101 ถึง 8 เท่าครึ่ง

            ทั้งหมดที่ทุ่มเทลงไปเป็นเรื่องของความเชื่อในชาติภพหรือชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณที่เราเห็นได้จากสมบัติของฟาโรห์ ซึ่งพระองค์ได้เตรียมข้าวของเครื่องใช้ ข้าทาสบริวาร รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์พืชและเสบียงอาหารที่หวังว่าจะได้ใช้ในภพหน้า

            เรื่องราวของพีระมิดในอียิปต์มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เป็นประจำ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีข่าวน่าตื่นเต้นของแวดวงโบราณคดี เมื่อมีการค้นพบพีระมิดแห่งใหม่อายุราว 2,500 ปีอยู่ใกล้กับพีระมิดคีออปส์ แต่ถูกฝังอยู่ใต้ทรายลึกถึง 33 ฟุต คณะนักสำรวจชาวอียิปต์ได้พบโลงไม้ รูปแกะสลักสีเทอร์ควอยซ์ที่ทำจากดินเผา และเซรามิกที่ไม่ได้ทำจากดินเหนียวแบบที่ชาวอียิปต์โบราณใช้กัน ซึ่งได้สื่อถึงการเดินทางของผู้คนในยุคนั้น

            สู้อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงกรุงไคโรแล้วทั้งที คงต้องหาเวลาไปชมแม่น้ำไนล์สักหน่อย ยิ่งได้ลงล่องเรือ “เฟลุกกา” ซึ่งเป็นเรือใบที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นเรือใบเสาเดียว มีนายท้ายคัดหางเรืออยู่ที่ท้ายเรือ โรแมนติกจนลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ ปัจจุบันเรือประเภทนี้เกือบสูญไปหมดแล้ว ที่เห็นอยู่ในแม่น้ำเป็นการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่

            สำหรับแม่น้ำไนล์ (Nile) เป็นแม่น้ำนานาชาติ เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายใหญ่ 2 สายคือ แม่น้ำบลูไนล์ (Blue Nile) จากประเทศเอธิโอเปีย และแม่น้ำไวต์ไนล์ (White Nile) จากบริเวณแอฟริกาตะวันออก มารวมตัวกันในประเทศซูดาน จากนั้นไหลผ่านประเทศอียิปต์ แล้วไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญและยิ่งใหญ่ของโลก เพราะเป็นอู่อารยธรรมเก่าแก่ ซึ่งกระดาษปาปิรัส (Papyrus) กระดาษที่ชาวอียิปต์เป็นผู้คิดค้นก็เกิดจากต้นอ้อที่ขึ้นอยู่ริมแม่น้ำไนล์นี้เอง รวมทั้งอักษรเฮียโรกลิฟ ซึ่งเป็นอักษรภาพของชาวอียิปต์โบราณก็เพิ่งจะมีการอ่านออกเมื่อมีการค้นพบแผ่นหินโรเซตตาที่เป็นบันทึกโบราณ และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้เวลาถึง 25 ปีจึงอ่านและแปลความหมายได้ ปัจจุบันแผ่นหินโรเซตตาถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงลอนดอน

            การมาเที่ยวกรุงไคโรซึ่งแน่นอนไม่ใช่ทั้งหมดของอียิปต์ ลำพังไคโรเมืองเดียวถ้าต้องการชมอย่างละเอียดก็แทบไม่ต้องไปไหนกันแล้ว นี่ยังไม่ได้พูดถึงผู้คนในเมืองนี้ที่น่าสนใจมากๆ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ดูจะแปลกๆ ชอบกล เมื่อเห็นตึกรามบ้านช่องเกือบทั้งเมืองที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จสักที ทั้งๆ ที่ก็มีคนอยู่เต็มและมีสภาพเป็นบ้านที่สร้างมานานแล้วด้วยซ้ำ คำตอบคือหากสร้างเสร็จจะเสียภาษีแพง ดังนั้นชาวบ้านจึงทิ้งปลายเสาหรือคานให้โผล่ออกมานอกตึกคาไว้อย่างนั้นแหละ แม้จะดูไม่เรียบร้อยสวยงาม แต่ประหยัดเงินในกระเป๋า สู้เก็บเงินไว้ซื้อส้มกับมะม่วงกินดีกว่า เพราะส้มและมะม่วงของอียิปต์บอกแล้วจะน้ำลายสอ ก็มันทั้งอร่อยทั้งถูก แถมหวานชื่นใจอีกต่างหาก

            ใครมาถึงอียิปต์แล้วไม่ได้ชิม อย่าได้คุยเชียวว่ามาถึงอียิปต์แล้ว!




Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.