Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
Eat in Macau
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








            เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วครับ “The Venetian Macau” อัครกาสิโนรีสอร์ตแห่งใหม่บนเกาะมาเก๊าที่ประกาศตัวว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นที่ 2 ของโลก รองจากลาสเวกัส ซึ่งจะทำให้มีนักพนันเสี่ยงโชคชาวจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียหลายล้านคนพากันอยากไปสัมผัส

           ความใหญ่โตของ The Venetian Macau ทำเอาโครงการก่อสร้างต่างๆ จ๋อยไปสนิท เพราะได้ทำลายสถิติอย่างถล่มทลายด้วยเนื้อที่มากถึง 105 ล้านตารางฟุต ซึ่งใหญ่เป็น 2 เท่าของ The Venetian ที่ลาสเวกัส ตัวอาคารเขาคุยว่าใหญ่ที่สุดในเอเซีย และเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้งที่นครซีแอตเติล การตกแต่งภายในเลียนแบบ The Venetian ที่ลาสเวกัสมาทุกอย่าง มีเครื่องเล่นกาสิโนมากมายหลากหลายประเภทนับพันๆ เครื่อง และมีห้องพักมากถึง 3,000 ห้อง โดยเนรมิตให้มีบรรยากาศแบบนครเวนิสของอิตาลี ด้วยการสร้างลำคลอง 3 สายอยู่ภายในอาคารให้ไหลผ่านเส้นทางเดินชอปปิงที่มีร้านค้าแบรนด์เนมหรูหราถึง 350 ร้าน ให้บรรดานักชอปเดินเลือกซื้อของกันอย่างจุใจ คลองที่ว่าทั้ง 3 สายนี้ใช่ว่าจะมีแค่น้ำไหลเอื่อยๆ เท่านั้น ยังมีเรือกอนโดลาและคนพาย สัญลักษณ์ของนครเวนิสมาแต่งตัวและร้องเพลงไปพายไปเหมือนอยู่ในเวนิสจริงๆ โดยไม่ต้องถ่อร่างไปถึงเวนิสอีกแล้ว แต่ที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นบนเพดานตลอดทางเดินที่ทำเป็นภาพท้องฟ้าสีคราม มีปุยเมฆขาวสะอาดลอยอยู่ประปราย ปุยเมฆเหล่านี้ลอยและเคลื่อนไหวได้ด้วยครับ จนบางครั้งก็ลืมไปชั่วครู่ว่าขณะนี้ผมกำลังอยู่ในอาคาร งบประมาณก่อสร้างทั้งหมดจึงบานปลายไปถึง 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 84,000 ล้านบาท

          อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่ The Venetian Macau เท่านั้นที่อวดตัวว่ายิ่งใหญ่อลังการ เนื่องจากบนเกาะมาเก๊ากำลังมีโครงการก่อสร้างกาสิโนรีสอร์ตอีกหลายแห่ง แต่ละแห่งก็ทุ่มทุนอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครยอมแพ้ใคร โดยเฉพาะโครงการ “Grand Lisboa” ของเจ้าพ่อกาสิโนตัวจริงเสียงจริงดั้งเดิมของมาเก๊า เพราะหากสร้างเสร็จเมื่อไร เกาะมาเก๊าจะกลายเป็นอาณาจักรของนักเสี่ยงโชคแห่งเอเชียอย่างสมบูรณ์แบบ

           สำหรับ Grand Lisboa นี้คงต้องขอพูดถึงสักนิด เพราะมีความโดดเด่นในแง่ของสถาปัตยกรรมมาก ออกแบบโดยยึดหลักฮวงจุ้ย ศาสตร์ของจีนโบราณ ตัวตึกสูงได้รับการออกแบบชนิดที่สำนวนไทยๆ เรียกกันว่าตัดไม้ข่มนามด้วยด้ามกริช (อาวุธของกษัตริย์) ที่ปักคมลึกลงไปในดินจนมิดด้าม ด้ามที่ว่านี้สูงถึง 44 ชั้น ว่ากันว่าคนงานก่อสร้างใช้คนไทยมากถึง 30,000 กว่าคน ขณะนี้ยังสร้างไม่เสร็จก็จริง แต่เปิดให้เข้าได้เป็นบางส่วน คนไทยที่ไปเที่ยวอาจแปลกใจที่พบว่า รปภ. ที่เดินเตร่ไปเตร่มาเพื่อรักษาความปลอดภัยหลายคนเป็นคนไทยครับ

            ในเมื่อพาเที่ยวให้เห็นภาพกว้างๆของเกาะมาเก๊ากันพอสมควรมาตั้งแต่ฉบับที่แล้ว ทีนี้ผมก็ขออนุญาตพาเดินเสาะหาของอร่อยๆ ของมาเก๊ากินกันบ้างครับ สถานที่ที่ผมจะแนะนำก็อยู่ในเส้นทางการเดินเที่ยวครับ ร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นระดับภัตตาคารห้าดาวไปเสียทั้งหมด บางแห่งอาจดูธรรมดาๆ เสียด้วยซ้ำ แต่รสชาติขอบอกว่ามาถึงมาเก๊าแล้วไม่ได้ไปกินก็เสียดายแย่ครับ เพราะของเขาเยี่ยมจริงๆ แล้วก็เปิดกันมานานหลายทศวรรษทีเดียว คนบนเกาะมาเก๊าเขาภูมิใจนำเสนอมาก

              ผมขอเริ่มต้นที่โรงแรมที่ผมพักก่อนดีกว่าครับ โรงแรมนี้ชื่อ “Grand Emperor Hotel” ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง ออกจากโรงแรม เดินไม่กี่นาทีก็ถึง Senado Square แล้วครับ

             ไหนๆ ก็ใช้ชื่อว่า Grand Emperor เพื่อให้สมศักดิ์ศรีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ บริเวณล็อบบี้จึงฝังด้วยทองคำแท่งแท้ถึง 78 แท่ง อยู่ใต้พื้นกระจกใสอย่างหนา สามารถเดินเหยียบย่ำให้ได้ตามสบายเลยครับ

            Grand Emperor Hotel ถือได้ว่าเป็นโรงแรม 5 ดาวที่กำลังมาแรงทีเดียว ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2006) ได้รับรางวัล The Most Popular Hotel-The Best Theme ในรายการ The Best of Macau by Master Card ห้องอาหารของโรงแรมฯ ที่อยากแนะนำให้ไปลองใช้บริการคือห้องอาหารจีน Grand Emperor Court นอกจากบริการอาหารตำรับฮ่องเต้แล้วยังปรุงซีฟู้ดได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย ที่นี่ผมพบว่าชายี่ห้อปู่เห่อ ที่มาจากมณฑลกวางสี มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ มีรสชาติแปลกลิ้น แต่ยิ่งดื่มยิ่งชอบ จนต้องไปตามหาซื้อกลับเมืองไทย

            เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ถึงเวลาออกเดินเที่ยวชมเมืองพร้อมๆ กับหาของกินอร่อยๆ ไปด้วยนะครับ

            เราออกจากโรงแรมฯ ก็เลี้ยวซ้าย เดินเข้าสู่ถนน Avenida de Almeida Ribeiro ซึ่งทอดยาวหลายกิโลเมตร ตลอดสองข้างทางมีตึกเก่าโบราณแบบจีนสลับกับสถาปัตยกรรมโคโลเนียลแบบโปรตุเกส ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลังอย่างน่าตื่นตา ตึกสวยๆ เหล่านี้บางแห่งกลายเป็นธนาคาร พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ห้องสมุด หรือสวนหย่อมไปแล้ว เช่น ที่ทำการรัฐเดิม Leal Senado อาคารหลังนี้สวยสุดคลาสสิก และมีสวนน่ารักเหลือเกิน ถ้าหากข้ามทางม้าลายที่อยู่ตรงหน้าอาคารมาฝั่งตรงข้าม นั่นก็คือลานเซนาโด (Senado Square) จะพบกับอ่างน้ำพุขนาดใหญ่ ขวามือคือที่ทำการไปรษณีย์กลาง ถัดมาคืออาคาร Santa Casa da Misericordia สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1568 ใครแต่งงานแล้วอยากจดทะเบียนก็มาใช้บริการกันที่นี่ได้ ตรงข้ามกันเลยก็คือที่ทำการของการท่องเที่ยวมาเก๊าครับ อยากหาข้อมูลอะไรก็ตรงดิ่งเข้าไปเลย อย่าลืมหยิบแผนที่มาด้วย ขอกระซิบเอาไว้เป็นข้อมูลว่าห้องน้ำที่นี่สะอาดมาก เข้าฟรีไม่เสียเงิน แถมติดแอร์เย็นฉ่ำ

            บริเวณ Senado Square นี้มีร้านที่อยากแนะนำอยู่ 2 ร้านครับเผื่อหิว คือร้านขายบะหมี่ชื่อ Wong Chi Kei บะหมี่ร้านนี้เส้นเล็กเหนียวและนุ่มลิ้นกำลังดี ส่วนเกี๊ยวกุ้งก็ตัวโตอร่อยพอดีคำ

            อีกร้านหนึ่งเป็นร้านขายนม (ไข่) ตุ๋นร้อนและเย็น ชื่อร้าน Leitaria I Son คนแน่นไม่แพ้กัน ทั้ง 2 ร้านอยู่ฝั่งเดียวกับการท่องเที่ยวมาเก๊า หาไม่ยาก

            เราเดินกันต่อนะครับ โดยยึดหลักว่าหากเดินออกจากร้านบะหมี่ให้เลี้ยวซ้ายไปนิดเดียว จะพบกับจัตุรัสเล็กๆ เป็นสามแยก มีโบสถ์เซนต์โดมินิกเป็นแลนด์มาร์ก บริเวณนี้มีห้องเสื้อแบรนด์ดังที่วัยรุ่นไทยนิยมชมชอบ ใครจะหยุดชอปก็อย่ารอช้า ใครจะไปกินก็เดินตามผมมาเลยครับ ผมจะพาไปกินไอศกรีมกะทิสดที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยกินมาเลย

             แนะนำให้กางแผนที่ที่ได้จากที่ทำการการท่องเที่ยวมาเก๊าประกอบด้วยแล้วจะไม่หลง เพราะจากโบสถ์เซนต์โดมินิก เราจะเดินเป็นสามเหลี่ยมโดยมีถนน Rua dos Mercadores และ San Ma Lo เป็นเส้นตัดเข้าสู่ถนน Rua da Tercena ร้านขายไอศกรีมกะทิสดอยู่ในถนนเล็กๆ มีสภาพเหมือนตรอกนี้แหละครับ โดยให้สังเกตพวงผลมะพร้าวแห้งแขวนไว้อยู่หน้าร้านเป็นสำคัญ บริเวณนี้มีร้านขายไอศกรีมอยู่เพียง 2 ร้าน บังเอิญชิมเพียงร้านเดียว แต่คาดว่าคงจะอร่อยไม่แพ้กันทั้ง 2 ร้าน กินแล้วชื่นใจหายเหนื่อย เพราะเขาทำจากกะทิสดจริงๆ หวานกำลังดี ถ้วยละ 8 ปาตากาเท่านั้น (หรือราว 35 บาท) มาถึงร้านไอศรีมแล้วขอให้สังเกตฝั่งตรงข้าม เยื้องกันนิดเดียวเป็นร้านขายบะหมี่เต้าหู้และเต้าฮวยเย็น ชื่อ Sopa De Fitas Ving Kei แต่งร้านโทนเขียวสดแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ไกลจากร้านขายเต้าฮวยเป็นโรงงานทำบะหมี่ ทำกันให้เห็นๆ แต่เจ๊ที่กำลังทำบะหมี่สดอยู่เธอคงไม่ชอบให้ใครไปถ่ายรูปหรือมุงหน้าร้านมากนัก จึงส่งเสียงไล่หน้าตาอารมณ์บ่จอยนัก ประมาณไม่เคยเห็นหรือไงยะ อยากจะเถียงก็เกรงใจเส้นบะหมี่ที่เธอกำลังนวดอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย อย่ากระนั้นเลย เราไม่กวนเธอดีกว่า เดินตรงดิ่งไปที่หัวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านขายชาจีน ละแวกนี้มีหลายร้านด้วยกัน แต่ร้านที่คนมาเก๊าเขาแนะนำ ซึ่งถ้าสังเกตดูจากเจ้าของร้านบวกกับความวุ่นวายของพนักงานตี๋หนุ่มๆ ที่กำลังชั่งตวงใบชากันชุลมุน ก็พอจะเชื่อได้ว่าเขาขายดีแน่ๆ มีชาหลากหลายลานตาเลือกไม่หวาดไม่ไหว ที่สุดก็ใช้วิธีบอกว่าจะเอาชาอย่างที่เถ้าแก่ดื่มเป็นประจำนั่นแหละ อาเฮียก็แนะนำชายี่ห้อปู่เห่อที่ผมติดใจมาจาก Grand Emperor Hotel เท่านี้ก็เป็นเอกฉันท์ว่าผมจะได้ชาดีกลับบ้านแน่นอน

             จากบริเวณนี้ เดินตามตรอกเล็กๆ ทะลุสู่ถนน Rua da Felicidade ถนนสายนี้ยาวไม่เกิน 200 เมตร แต่ผมชอบมาก เนื่องจากสองข้างทางเป็นเนินลาดต่ำลง มีตึกเก่าทรงจีนโบราณสูงไม่เกิน 3 ชั้น สัญลักษณ์เด่นของบ้านบริเวณนี้คือประตูทาสีแดงแจ๊ด บ่งบอกว่าอดีตเคยเป็นสถานที่หาความรื่นรมย์ของเหล่ากะลาสีและผู้ชาย หรืออีกชื่อคือย่านโคมแดงนั่นเอง ปัจจุบันธุรกิจเก่าแก่อย่างนั้นไม่มีอีกแล้ว แต่ดัดแปลงทำชั้นล่างเป็นร้านขายของ ชั้นบนใช้อยู่อาศัย สินค้าส่วนใหญ่เป็นขนมอบ หมูแผ่นอย่างหนาที่คนขายส่งเสียงร้องแย่งลูกค้ากันอย่างอึงมี่ พร้อมกับยื่นจานตัวอย่างขนมอบไส้ต่างๆ คุกกี้ผสมอัลมอนด์และหมูแผ่น เรียกว่าถ้าตั้งใจชิมอย่างเดียวก็อิ่มได้โดยไม่ต้องซื้อ ระหว่างเส้นทางสั้นๆ มีร้านขายหูฉลามดังอยู่ร้านหนึ่งชื่อ Sai Nam Restaurante ใครจะไปกินควรพกเงินไปมากๆ เพราะแพงหูฉี่ทีเดียว สุดทางซ้ายมือเป็นเกสต์เฮาส์บรรยากาศชวนให้ระลึกถึงวันเวลาในช่วงยุคอาณานิคม ชื่อ San Va เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสมาเก๊าแบบถึงแก่น

             สุดถนนเป็นสามแยก ให้เลี้ยวขวา จะเป็นย่านภัตตาคารอาหารทะเลสด มีอยู่หลายร้าน เลือกได้ตามความพอใจ ถนนสายนี้ยาวไม่กี่ร้อยเมตร จะพามาโผล่ที่ Rua da Felicidade อีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้หากเหนื่อยและกระหายแนะนำให้ไปชิมทาร์ตไข่ของคุณนายมาร์กาเร็ต (Margaret’s Caf? Nata อยู่ใกล้ Gum Loi Building) เมื่อเดินไปถึงแล้วถึงกับตะลึงว่าทำไมคนเยอะจัง ทั้งคนนั่งกินที่ร้านและรอซื้อเอากลับบ้าน และสำหรับมื้อเที่ยง โดยเฉพาะคนที่ชอบกินเป็ด ไหนๆ ก็อยู่ใกล้ๆ กับร้าน Caf? Nata ของคุณนายมาร์กาเร็ตแล้ว ขอแนะนำร้านเป็ดเจ้าดังที่สุดเจ้าหนึ่งของเกาะมาเก๊า ชื่อร้าน Chan Kona Kei Roasted Duck ถ้าไปไม่ถูกถามทางคนแถวนั้นก็ได้ครับ เพราะอยู่ถัดไปคนละซอยเท่านั้น ร้านเป็ดย่างร้านนี้ดังขนาดไปเปิดสาขาถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็ดย่างของเขาเนื้อนุ่ม มันน้อย และหนังกรอบ คนไทยที่มาปักหลักมีครอบครัวอยู่มาเก๊าบอกกับผมว่า เวลากลับบ้านที่เมืองไทยจะต้องแวะมาซื้อไปฝากคนทางบ้านอย่างน้อย 2 ตัวทุกครั้ง สับใส่กล่องขึ้นเครื่องบินไป ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กินอร่อยกันทั้งบ้านแล้ว

             เกาะมาเก๊ามีเกาะหลักๆ อยู่ 3 เกาะ แต่ละเกาะก็มีดีของตัวเองทั้งศิลปะและวัฒนธรรม เหมาะแก่การเดินเที่ยวและหาของอร่อยกินไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนสายอาหารที่ชื่อ “Rua do Cunha” บนเกาะไทปาของหมู่บ้าน Taipa Village ถนนสายนี้ยาวไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แต่สองข้างทางถ้าจะชิมให้หมดทุกร้านคงต้องใช้เวลาสักหนึ่งเดือนแล้วก็กลายร่างเป็นหมูกลิ้งกลับเมืองไทย นอกจากจะได้อิ่มอร่อยแล้ว ยังได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สไตล์โคโลเนียลผสมนีโอคลาสสิกที่นิยมทาสีพาสเทลทั้งฟ้า เขียว และขาว บางตึกทาสีชมพูหวานอีกต่างหาก
ส่วนบนเกาะหลักอีกเกาะหนึ่งคือเกาะโคโลอาน หมู่บ้าน Coloane Village ในปัจจุบันยังเหลือเค้าโครงเงาโปรตุเกสให้เห็นรางๆ อยู่ริมทะเล ฝั่งตรงข้ามคือเมืองจูไห่ (Zhuhai) เขตปกครองพิเศษของจีนแผ่นดินใหญ่

             บ้านเรือนแถวนี้สงบเงียบ รับลมจากทะเลเย็นสบาย ส่วนใหญ่ทาสีฟ้าและเขียว ลองเดินเล่นดูนะครับ ได้บรรยากาศแบบจีนผสมโปรตุเกสดี พอเหนื่อยและกระหายน้ำก็ให้เข้าไปนั่งและชิมขนมอร่อยที่ Lord Stow’s Bakery ของแอนดรูว์ เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 นัยว่าเก่าแก่และเป็นต้นตำหรับของทาร์ตไข่ก่อนที่คุณนายมาร์กาเร็ตเธอจะแยกตัวไปเปิดเองและโด่งดังอยู่กลางเกาะมาเก๊าเสียอีก ร้านนี้มีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ในขณะที่ขาประจำก็มาก บางครั้งอาจต้องยืนรออย่างอดทนพร้อมกับเล่นเก้าอี้ดนตรีไปด้วย แต่กลิ่นหอมของขนมที่อบใหม่ๆ ออกมาจากเตามีพลังเหนือกว่า

             เมื่อกินอาหารของคาวหวานและขนมนมเนยแล้วก็อย่าลืมชิมชา โดยเฉพาะคนที่ชอบวัฒนธรรมการดื่มชาแนะนำให้ไปชมที่ Macao Tea Cultural House อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะเลาลิมเอี้ยค เข้าชมฟรีครับ ภายในมีนิทรรศการเกี่ยวกับชาน่าชมมากๆ ก็จะถือว่าครบสูตรของการมาเที่ยวเกาะมาเก๊าที่ได้ฉายาอีกหนึ่งว่าเป็น “สวรรค์ของคนชอบกิน” โดยแท้



Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.