เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วครับ
The Venetian Macau อัครกาสิโนรีสอร์ตแห่งใหม่บนเกาะมาเก๊าที่ประกาศตัวว่าใหญ่ที่สุดในเอเชีย
และเป็นที่ 2 ของโลก รองจากลาสเวกัส ซึ่งจะทำให้มีนักพนันเสี่ยงโชคชาวจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียหลายล้านคนพากันอยากไปสัมผัส
ความใหญ่โตของ
The Venetian Macau ทำเอาโครงการก่อสร้างต่างๆ จ๋อยไปสนิท เพราะได้ทำลายสถิติอย่างถล่มทลายด้วยเนื้อที่มากถึง
105 ล้านตารางฟุต ซึ่งใหญ่เป็น 2 เท่าของ The Venetian ที่ลาสเวกัส
ตัวอาคารเขาคุยว่าใหญ่ที่สุดในเอเซีย และเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้งที่นครซีแอตเติล
การตกแต่งภายในเลียนแบบ The Venetian ที่ลาสเวกัสมาทุกอย่าง
มีเครื่องเล่นกาสิโนมากมายหลากหลายประเภทนับพันๆ เครื่อง และมีห้องพักมากถึง
3,000 ห้อง โดยเนรมิตให้มีบรรยากาศแบบนครเวนิสของอิตาลี ด้วยการสร้างลำคลอง
3 สายอยู่ภายในอาคารให้ไหลผ่านเส้นทางเดินชอปปิงที่มีร้านค้าแบรนด์เนมหรูหราถึง
350 ร้าน ให้บรรดานักชอปเดินเลือกซื้อของกันอย่างจุใจ คลองที่ว่าทั้ง
3 สายนี้ใช่ว่าจะมีแค่น้ำไหลเอื่อยๆ เท่านั้น ยังมีเรือกอนโดลาและคนพาย
สัญลักษณ์ของนครเวนิสมาแต่งตัวและร้องเพลงไปพายไปเหมือนอยู่ในเวนิสจริงๆ
โดยไม่ต้องถ่อร่างไปถึงเวนิสอีกแล้ว แต่ที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นบนเพดานตลอดทางเดินที่ทำเป็นภาพท้องฟ้าสีคราม
มีปุยเมฆขาวสะอาดลอยอยู่ประปราย ปุยเมฆเหล่านี้ลอยและเคลื่อนไหวได้ด้วยครับ
จนบางครั้งก็ลืมไปชั่วครู่ว่าขณะนี้ผมกำลังอยู่ในอาคาร งบประมาณก่อสร้างทั้งหมดจึงบานปลายไปถึง
2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 84,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม
ใช่ว่าจะมีแต่ The Venetian Macau เท่านั้นที่อวดตัวว่ายิ่งใหญ่อลังการ
เนื่องจากบนเกาะมาเก๊ากำลังมีโครงการก่อสร้างกาสิโนรีสอร์ตอีกหลายแห่ง
แต่ละแห่งก็ทุ่มทุนอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่มีใครยอมแพ้ใคร โดยเฉพาะโครงการ
Grand Lisboa ของเจ้าพ่อกาสิโนตัวจริงเสียงจริงดั้งเดิมของมาเก๊า
เพราะหากสร้างเสร็จเมื่อไร เกาะมาเก๊าจะกลายเป็นอาณาจักรของนักเสี่ยงโชคแห่งเอเชียอย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับ
Grand Lisboa นี้คงต้องขอพูดถึงสักนิด เพราะมีความโดดเด่นในแง่ของสถาปัตยกรรมมาก
ออกแบบโดยยึดหลักฮวงจุ้ย ศาสตร์ของจีนโบราณ ตัวตึกสูงได้รับการออกแบบชนิดที่สำนวนไทยๆ
เรียกกันว่าตัดไม้ข่มนามด้วยด้ามกริช (อาวุธของกษัตริย์) ที่ปักคมลึกลงไปในดินจนมิดด้าม
ด้ามที่ว่านี้สูงถึง 44 ชั้น ว่ากันว่าคนงานก่อสร้างใช้คนไทยมากถึง
30,000 กว่าคน ขณะนี้ยังสร้างไม่เสร็จก็จริง แต่เปิดให้เข้าได้เป็นบางส่วน
คนไทยที่ไปเที่ยวอาจแปลกใจที่พบว่า รปภ. ที่เดินเตร่ไปเตร่มาเพื่อรักษาความปลอดภัยหลายคนเป็นคนไทยครับ
ในเมื่อพาเที่ยวให้เห็นภาพกว้างๆของเกาะมาเก๊ากันพอสมควรมาตั้งแต่ฉบับที่แล้ว
ทีนี้ผมก็ขออนุญาตพาเดินเสาะหาของอร่อยๆ ของมาเก๊ากินกันบ้างครับ
สถานที่ที่ผมจะแนะนำก็อยู่ในเส้นทางการเดินเที่ยวครับ ร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นระดับภัตตาคารห้าดาวไปเสียทั้งหมด
บางแห่งอาจดูธรรมดาๆ เสียด้วยซ้ำ แต่รสชาติขอบอกว่ามาถึงมาเก๊าแล้วไม่ได้ไปกินก็เสียดายแย่ครับ
เพราะของเขาเยี่ยมจริงๆ แล้วก็เปิดกันมานานหลายทศวรรษทีเดียว
คนบนเกาะมาเก๊าเขาภูมิใจนำเสนอมาก
ผมขอเริ่มต้นที่โรงแรมที่ผมพักก่อนดีกว่าครับ
โรงแรมนี้ชื่อ Grand Emperor Hotel ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง
ออกจากโรงแรม เดินไม่กี่นาทีก็ถึง Senado Square แล้วครับ
ไหนๆ
ก็ใช้ชื่อว่า Grand Emperor เพื่อให้สมศักดิ์ศรีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
บริเวณล็อบบี้จึงฝังด้วยทองคำแท่งแท้ถึง 78 แท่ง อยู่ใต้พื้นกระจกใสอย่างหนา
สามารถเดินเหยียบย่ำให้ได้ตามสบายเลยครับ
Grand
Emperor Hotel ถือได้ว่าเป็นโรงแรม 5 ดาวที่กำลังมาแรงทีเดียว
ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2006) ได้รับรางวัล The Most Popular Hotel-The
Best Theme ในรายการ The Best of Macau by Master Card ห้องอาหารของโรงแรมฯ
ที่อยากแนะนำให้ไปลองใช้บริการคือห้องอาหารจีน Grand Emperor
Court นอกจากบริการอาหารตำรับฮ่องเต้แล้วยังปรุงซีฟู้ดได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย
ที่นี่ผมพบว่าชายี่ห้อปู่เห่อ ที่มาจากมณฑลกวางสี มีสรรพคุณช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้
มีรสชาติแปลกลิ้น แต่ยิ่งดื่มยิ่งชอบ จนต้องไปตามหาซื้อกลับเมืองไทย
เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ถึงเวลาออกเดินเที่ยวชมเมืองพร้อมๆ
กับหาของกินอร่อยๆ ไปด้วยนะครับ
เราออกจากโรงแรมฯ
ก็เลี้ยวซ้าย เดินเข้าสู่ถนน Avenida de Almeida Ribeiro ซึ่งทอดยาวหลายกิโลเมตร
ตลอดสองข้างทางมีตึกเก่าโบราณแบบจีนสลับกับสถาปัตยกรรมโคโลเนียลแบบโปรตุเกส
ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลังอย่างน่าตื่นตา ตึกสวยๆ เหล่านี้บางแห่งกลายเป็นธนาคาร
พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ห้องสมุด หรือสวนหย่อมไปแล้ว เช่น ที่ทำการรัฐเดิม
Leal Senado อาคารหลังนี้สวยสุดคลาสสิก และมีสวนน่ารักเหลือเกิน
ถ้าหากข้ามทางม้าลายที่อยู่ตรงหน้าอาคารมาฝั่งตรงข้าม นั่นก็คือลานเซนาโด
(Senado Square) จะพบกับอ่างน้ำพุขนาดใหญ่ ขวามือคือที่ทำการไปรษณีย์กลาง
ถัดมาคืออาคาร Santa Casa da Misericordia สร้างมาตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1568 ใครแต่งงานแล้วอยากจดทะเบียนก็มาใช้บริการกันที่นี่ได้
ตรงข้ามกันเลยก็คือที่ทำการของการท่องเที่ยวมาเก๊าครับ อยากหาข้อมูลอะไรก็ตรงดิ่งเข้าไปเลย
อย่าลืมหยิบแผนที่มาด้วย ขอกระซิบเอาไว้เป็นข้อมูลว่าห้องน้ำที่นี่สะอาดมาก
เข้าฟรีไม่เสียเงิน แถมติดแอร์เย็นฉ่ำ
บริเวณ
Senado Square นี้มีร้านที่อยากแนะนำอยู่ 2 ร้านครับเผื่อหิว
คือร้านขายบะหมี่ชื่อ Wong Chi Kei บะหมี่ร้านนี้เส้นเล็กเหนียวและนุ่มลิ้นกำลังดี
ส่วนเกี๊ยวกุ้งก็ตัวโตอร่อยพอดีคำ
อีกร้านหนึ่งเป็นร้านขายนม
(ไข่) ตุ๋นร้อนและเย็น ชื่อร้าน Leitaria I Son คนแน่นไม่แพ้กัน
ทั้ง 2 ร้านอยู่ฝั่งเดียวกับการท่องเที่ยวมาเก๊า หาไม่ยาก
เราเดินกันต่อนะครับ
โดยยึดหลักว่าหากเดินออกจากร้านบะหมี่ให้เลี้ยวซ้ายไปนิดเดียว
จะพบกับจัตุรัสเล็กๆ เป็นสามแยก มีโบสถ์เซนต์โดมินิกเป็นแลนด์มาร์ก
บริเวณนี้มีห้องเสื้อแบรนด์ดังที่วัยรุ่นไทยนิยมชมชอบ ใครจะหยุดชอปก็อย่ารอช้า
ใครจะไปกินก็เดินตามผมมาเลยครับ ผมจะพาไปกินไอศกรีมกะทิสดที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยกินมาเลย
แนะนำให้กางแผนที่ที่ได้จากที่ทำการการท่องเที่ยวมาเก๊าประกอบด้วยแล้วจะไม่หลง
เพราะจากโบสถ์เซนต์โดมินิก เราจะเดินเป็นสามเหลี่ยมโดยมีถนน
Rua dos Mercadores และ San Ma Lo เป็นเส้นตัดเข้าสู่ถนน Rua
da Tercena ร้านขายไอศกรีมกะทิสดอยู่ในถนนเล็กๆ มีสภาพเหมือนตรอกนี้แหละครับ
โดยให้สังเกตพวงผลมะพร้าวแห้งแขวนไว้อยู่หน้าร้านเป็นสำคัญ บริเวณนี้มีร้านขายไอศกรีมอยู่เพียง
2 ร้าน บังเอิญชิมเพียงร้านเดียว แต่คาดว่าคงจะอร่อยไม่แพ้กันทั้ง
2 ร้าน กินแล้วชื่นใจหายเหนื่อย เพราะเขาทำจากกะทิสดจริงๆ หวานกำลังดี
ถ้วยละ 8 ปาตากาเท่านั้น (หรือราว 35 บาท) มาถึงร้านไอศรีมแล้วขอให้สังเกตฝั่งตรงข้าม
เยื้องกันนิดเดียวเป็นร้านขายบะหมี่เต้าหู้และเต้าฮวยเย็น ชื่อ
Sopa De Fitas Ving Kei แต่งร้านโทนเขียวสดแบบไม่เกรงใจใคร ไม่ไกลจากร้านขายเต้าฮวยเป็นโรงงานทำบะหมี่
ทำกันให้เห็นๆ แต่เจ๊ที่กำลังทำบะหมี่สดอยู่เธอคงไม่ชอบให้ใครไปถ่ายรูปหรือมุงหน้าร้านมากนัก
จึงส่งเสียงไล่หน้าตาอารมณ์บ่จอยนัก ประมาณไม่เคยเห็นหรือไงยะ
อยากจะเถียงก็เกรงใจเส้นบะหมี่ที่เธอกำลังนวดอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
อย่ากระนั้นเลย เราไม่กวนเธอดีกว่า เดินตรงดิ่งไปที่หัวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านขายชาจีน
ละแวกนี้มีหลายร้านด้วยกัน แต่ร้านที่คนมาเก๊าเขาแนะนำ ซึ่งถ้าสังเกตดูจากเจ้าของร้านบวกกับความวุ่นวายของพนักงานตี๋หนุ่มๆ
ที่กำลังชั่งตวงใบชากันชุลมุน ก็พอจะเชื่อได้ว่าเขาขายดีแน่ๆ
มีชาหลากหลายลานตาเลือกไม่หวาดไม่ไหว ที่สุดก็ใช้วิธีบอกว่าจะเอาชาอย่างที่เถ้าแก่ดื่มเป็นประจำนั่นแหละ
อาเฮียก็แนะนำชายี่ห้อปู่เห่อที่ผมติดใจมาจาก Grand Emperor
Hotel เท่านี้ก็เป็นเอกฉันท์ว่าผมจะได้ชาดีกลับบ้านแน่นอน
จากบริเวณนี้
เดินตามตรอกเล็กๆ ทะลุสู่ถนน Rua da Felicidade ถนนสายนี้ยาวไม่เกิน
200 เมตร แต่ผมชอบมาก เนื่องจากสองข้างทางเป็นเนินลาดต่ำลง มีตึกเก่าทรงจีนโบราณสูงไม่เกิน
3 ชั้น สัญลักษณ์เด่นของบ้านบริเวณนี้คือประตูทาสีแดงแจ๊ด บ่งบอกว่าอดีตเคยเป็นสถานที่หาความรื่นรมย์ของเหล่ากะลาสีและผู้ชาย
หรืออีกชื่อคือย่านโคมแดงนั่นเอง ปัจจุบันธุรกิจเก่าแก่อย่างนั้นไม่มีอีกแล้ว
แต่ดัดแปลงทำชั้นล่างเป็นร้านขายของ ชั้นบนใช้อยู่อาศัย สินค้าส่วนใหญ่เป็นขนมอบ
หมูแผ่นอย่างหนาที่คนขายส่งเสียงร้องแย่งลูกค้ากันอย่างอึงมี่
พร้อมกับยื่นจานตัวอย่างขนมอบไส้ต่างๆ คุกกี้ผสมอัลมอนด์และหมูแผ่น
เรียกว่าถ้าตั้งใจชิมอย่างเดียวก็อิ่มได้โดยไม่ต้องซื้อ ระหว่างเส้นทางสั้นๆ
มีร้านขายหูฉลามดังอยู่ร้านหนึ่งชื่อ Sai Nam Restaurante ใครจะไปกินควรพกเงินไปมากๆ
เพราะแพงหูฉี่ทีเดียว สุดทางซ้ายมือเป็นเกสต์เฮาส์บรรยากาศชวนให้ระลึกถึงวันเวลาในช่วงยุคอาณานิคม
ชื่อ San Va เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสมาเก๊าแบบถึงแก่น
สุดถนนเป็นสามแยก
ให้เลี้ยวขวา จะเป็นย่านภัตตาคารอาหารทะเลสด มีอยู่หลายร้าน
เลือกได้ตามความพอใจ ถนนสายนี้ยาวไม่กี่ร้อยเมตร จะพามาโผล่ที่
Rua da Felicidade อีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้หากเหนื่อยและกระหายแนะนำให้ไปชิมทาร์ตไข่ของคุณนายมาร์กาเร็ต
(Margarets Caf? Nata อยู่ใกล้ Gum Loi Building) เมื่อเดินไปถึงแล้วถึงกับตะลึงว่าทำไมคนเยอะจัง
ทั้งคนนั่งกินที่ร้านและรอซื้อเอากลับบ้าน และสำหรับมื้อเที่ยง
โดยเฉพาะคนที่ชอบกินเป็ด ไหนๆ ก็อยู่ใกล้ๆ กับร้าน Caf? Nata
ของคุณนายมาร์กาเร็ตแล้ว ขอแนะนำร้านเป็ดเจ้าดังที่สุดเจ้าหนึ่งของเกาะมาเก๊า
ชื่อร้าน Chan Kona Kei Roasted Duck ถ้าไปไม่ถูกถามทางคนแถวนั้นก็ได้ครับ
เพราะอยู่ถัดไปคนละซอยเท่านั้น ร้านเป็ดย่างร้านนี้ดังขนาดไปเปิดสาขาถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์
ประเทศมาเลเซีย เป็ดย่างของเขาเนื้อนุ่ม มันน้อย และหนังกรอบ
คนไทยที่มาปักหลักมีครอบครัวอยู่มาเก๊าบอกกับผมว่า เวลากลับบ้านที่เมืองไทยจะต้องแวะมาซื้อไปฝากคนทางบ้านอย่างน้อย
2 ตัวทุกครั้ง สับใส่กล่องขึ้นเครื่องบินไป ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กินอร่อยกันทั้งบ้านแล้ว
เกาะมาเก๊ามีเกาะหลักๆ
อยู่ 3 เกาะ แต่ละเกาะก็มีดีของตัวเองทั้งศิลปะและวัฒนธรรม เหมาะแก่การเดินเที่ยวและหาของอร่อยกินไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนสายอาหารที่ชื่อ Rua do Cunha บนเกาะไทปาของหมู่บ้าน
Taipa Village ถนนสายนี้ยาวไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร แต่สองข้างทางถ้าจะชิมให้หมดทุกร้านคงต้องใช้เวลาสักหนึ่งเดือนแล้วก็กลายร่างเป็นหมูกลิ้งกลับเมืองไทย
นอกจากจะได้อิ่มอร่อยแล้ว ยังได้ชมสถาปัตยกรรมสวยๆ สไตล์โคโลเนียลผสมนีโอคลาสสิกที่นิยมทาสีพาสเทลทั้งฟ้า
เขียว และขาว บางตึกทาสีชมพูหวานอีกต่างหาก
ส่วนบนเกาะหลักอีกเกาะหนึ่งคือเกาะโคโลอาน หมู่บ้าน Coloane
Village ในปัจจุบันยังเหลือเค้าโครงเงาโปรตุเกสให้เห็นรางๆ อยู่ริมทะเล
ฝั่งตรงข้ามคือเมืองจูไห่ (Zhuhai) เขตปกครองพิเศษของจีนแผ่นดินใหญ่
บ้านเรือนแถวนี้สงบเงียบ
รับลมจากทะเลเย็นสบาย ส่วนใหญ่ทาสีฟ้าและเขียว ลองเดินเล่นดูนะครับ
ได้บรรยากาศแบบจีนผสมโปรตุเกสดี พอเหนื่อยและกระหายน้ำก็ให้เข้าไปนั่งและชิมขนมอร่อยที่
Lord Stows Bakery ของแอนดรูว์ เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 นัยว่าเก่าแก่และเป็นต้นตำหรับของทาร์ตไข่ก่อนที่คุณนายมาร์กาเร็ตเธอจะแยกตัวไปเปิดเองและโด่งดังอยู่กลางเกาะมาเก๊าเสียอีก
ร้านนี้มีพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ในขณะที่ขาประจำก็มาก บางครั้งอาจต้องยืนรออย่างอดทนพร้อมกับเล่นเก้าอี้ดนตรีไปด้วย
แต่กลิ่นหอมของขนมที่อบใหม่ๆ ออกมาจากเตามีพลังเหนือกว่า
เมื่อกินอาหารของคาวหวานและขนมนมเนยแล้วก็อย่าลืมชิมชา
โดยเฉพาะคนที่ชอบวัฒนธรรมการดื่มชาแนะนำให้ไปชมที่ Macao Tea
Cultural House อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะเลาลิมเอี้ยค เข้าชมฟรีครับ
ภายในมีนิทรรศการเกี่ยวกับชาน่าชมมากๆ ก็จะถือว่าครบสูตรของการมาเที่ยวเกาะมาเก๊าที่ได้ฉายาอีกหนึ่งว่าเป็น
สวรรค์ของคนชอบกิน โดยแท้
|