Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
Macau โฉมใหม่ที่นึกไม่ถึง
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








            ตั้งแต่สายการบิน Thai Air Asia เปิดเที่ยวบินตรงราคาประหยัดจากกรุงเทพฯ สู่เกาะมาเก๊า ทำให้นักเดินทางชาวไทยได้รับความสะดวกและประหยัดเงินในกระเป๋าขึ้นมาก ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีผมคนหนึ่งล่ะที่ได้ใช้บริการนี้มาแล้ว นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากทีเดียว เพราะเดี๋ยวนี้เกาะมาเก๊าไม่ได้มีภาพลักษณ์แค่เป็นเกาะสวรรค์ของนักพนันอีกต่อไป หากกลายเป็นเกาะอัศจรรย์ของผู้ที่ต้องการชมหรือศึกษาประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย เพราะเกาะมาเก๊าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วอะไรที่ทำให้เกาะเล็กๆ แห่งนี้มีความสำคัญถึงขนาดนั้น ผมขออนุญาตพาไปชมเลยครับ...

            คนส่วนมากรู้จักและเรียกดินแดนที่อยู่ห่างจากผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศจีนแห่งนี้ว่า “มาเก๊า” แต่ความจริงแล้วมาเก๊าประกอบด้วยเกาะ 3 เกาะ ได้แก่ เกาะ Macau เกาะ Taipa และเกาะ Coloane มีพื้นที่รวมกันประมาณ 21.09 ตารางกิโลเมตร แต่ตัวเลขที่แท้จริงอาจมีมากกว่านี้ครับ เพราะได้มีการถมทะเลขยายพื้นที่ออกไปทุกวัน เนื่องจากความเจริญของมาเก๊ารุดหน้าแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ยิ่งหลังจากที่มาเก๊าได้รับการโอนคืนจากโปรตุเกสให้แก่จีนแผ่นดินใหญ่เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1999 และผู้บริหารของจีนได้จัดตั้งให้เป็นเขตปกครองพิเศษคล้ายเกาะฮ่องกง มีผลทำให้เกาะมาเก๊าเจริญแบบพรวดพราดจนขณะนี้ขึ้นมาแข่งกับเกาะฮ่องกงได้อย่างสบาย สถิตินักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้มาที่มาเก๊าเพื่อเล่นการพนันกันหรอกครับ หากพวกเขามาดูบ้านดูเมืองที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เสร็จแล้วก็ใช้เป็นช่องทางเดินทางเข้าประเทศจีนกัน

            ก่อนหน้าความรุ่งเรืองนี้ เกาะมาเก๊าได้ผ่านประวัติศาสตร์ที่โลกได้จารึกไว้ว่า ในยุคล่าอาณานิคมเมื่อสัก 400 กว่าปีก่อน เจ้าทะเลทางฟากฝั่งยุโรปขณะนั้นมีโปรตุเกสเป็นหนึ่งในจำนวนมหาอำนาจทั้งหมด โดยมี Vasco da Gama นักเดินเรือชาวโปรตุเกสเป็นหัวหอกออกท่องมหาสมุทรค้นหาทวีปใหม่ตอนกลางศตวรรษที่ 15

            สำหรับเกาะมาเก๊า Jorge Alvares ถือเป็นนักแสวงโชคชาวโปรตุเกสที่ได้ค้นพบเกาะแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1513 และตั้งแต่นั้นมาเกาะในทะเลจีนใต้ที่ไม่เคยมีความสำคัญระดับชาติมาก่อน นอกจากเป็นหมู่บ้านของชาวประมงเล็กๆ ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป และแน่นอนที่สุด สิ่งที่มาพร้อมกับการนักการค้าก็คือนักสอนศาสนา ซึ่งได้มีส่วนพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของเกาะมาเก๊าให้เปลี่ยนไปจากเดิม

             เกาะมาเก๊ามีชื่อเรียกและฉายาต่างๆ หลายชื่อเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อช่วงศตวรรษที่ 17 กษัตริย์โปรตุเกสทรงให้ชื่อว่า “City of the Name of God” แต่ชาวจีนดั้งเดิมเรียกกันว่า เกาะ A-Ma หรือ Ling Ma อันเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลที่ชาวประมงให้ความเคารพ โดยมีตำนานเล่าต่อๆ กันมาว่า มีเรือลำหนึ่งแล่นมาในทะเลจีนใต้ แต่ต้องผจญกับพายุหนักจนคนบนเรือคิดกันว่าการเดินทางครั้งนี้คงจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียกระมัง แต่แล้วมีผู้หญิงนางหนึ่งซึ่งขึ้นเรือมาเป็นคนสุดท้าย ได้ลุกขึ้นยืนและได้กล่าวบูชาเทพ พลัน...คลื่นลมที่กำลังพัดโหมกระหน่ำก็ได้สงบลงราวปาฏิหาริย์ เรือสามารถเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัยที่ท่าเรือหูกง ผู้หญิงคนนั้นเมื่อลงเรือแล้วได้เดินไปที่เนินเขาใกล้กับ Barra Hill แล้วก็หายวับไป ทิ้งไว้แต่ปริศนาว่าเธอเป็นใคร แต่ชาวบ้านเชื่อว่าเธอต้องเป็นผู้มีบุญ จึงได้สร้างวัดอุทิศให้กับเธอ ณ จุดที่เธอหายไปนั่นเอง เมื่อนักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้มาถึงบริเวณนั้น ได้ยินชาวบ้านเรียกว่า A Ma Gao แต่ต่อมาได้เพี้ยนเป็น Macau มาจนทุกวันนี้

            ณ จุดที่ชาวบ้านสร้างศาลให้กับผู้หญิงคนนั้นได้กลายเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมในเวลานี้ และถือเป็นศาลเจ้าที่เกาะแก่ที่สุดบนเกาะมาเก๊า มีการค้นพบศิลาจารึกอายุถึง 600 กว่าปี และพบเรือสำเภาจีนที่แกะสลักด้วยหิน ซึ่งชาวมาเก๊าเชื่อกันว่าเจ้าแม่ทับทิมได้เสด็จมากับเรือลำนี้ ทุกวันจึงมีคณะนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มากราบไหว้กันอย่างเนืองแน่น ธูปที่ใช้จุดบูชาเป็นวงกลมวนขึ้นไปส่งควันโขมง จึงขอแนะนำให้มาที่นี่เช้าสักนิดเพื่อหลีกเลี่ยงกองทัพนักท่องเที่ยวที่มักจะเริ่มมากันประมาณ 10 โมงเช้า

           หลังไหว้เจ้าแม่ทับทิมเพื่อเป็นสิริมงคลกันแล้ว อย่าเพิ่งเดินทางไปไหนไกล เพราะฝั่งตรงข้ามมีของดี นั่นคือพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินเรือของคนโบราณได้น่าสนใจอย่างยิ่ง ชื่อ Maritime Museum

           สถานที่ของ Maritime Museum อาจไม่ใหญ่โตเหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ แต่ทว่าสิ่งที่จัดแสดงภายในนั้นไม่ธรรมดาเลย อาจกล่าวได้ว่าทำได้ดีเกินคาดเมื่อเทียบกับตัวอาคารที่ดูภายนอกไม่น่าสนใจนัก แต่ข้างในอัดแน่นด้วยเนื้อหา มีความชัดเจนในการนำเสนอที่ว่าด้วยเรื่องของการเดินเรือระหว่างประเทศจีนกับโปรตุเกสจากอดีตถึงปัจจุบัน รวมไปถึงประเพณีท้องถิ่นของชาวเรือในแถบเอเชีย พิพิธภัณฑ์นี้สูง 3 ชั้น แต่ละชั้นมีเพดานสูงกว่าอาคารปกติ เดินชมเพลินอย่างไม่น่าเชื่อ

          เป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวจีนบนเกาะมาเก๊าจะนับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนมาก แต่ด้วยอิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่เข้ามาพร้อมกับชาวโปรตุเกส ทำให้บนเกาะมาเก๊ามีโบสถ์คริสต์อยู่หลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงก้องโลกคือโบสถ์เซนต์ปอลส์

          Ruins of St. Paul’s สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1602 พร้อมกับโรงเรียนสอนศาสนา Jesuit College of St. Paul’s ซึ่งถือเป็นวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกในตะวันออกไกล รวมทั้งใช้เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน เตรียมความพร้อมให้กับเหล่ามิชชันนารีก่อนเดินทางเข้าสู่ผืนแผ่นดินใหญ่จีน

           ในบันทึกโบราณกล่าวว่า St. Paul’s นั้นเมื่อครั้งสร้างเสร็จใหม่ๆ งดงามด้วยฝีมือสลักหินของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ทำงานคู่กับสถาปนิกชาวอิตาเลียน ทั้งสองใช้เวลาในการสร้างสรรค์โบสถ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1620-1627 โดยมีการบันทึกไว้ว่าความยิ่งใหญ่นี้ถือเป็นสุดยอดที่สุดของตะวันออกไกลแล้วในยุคนั้น แต่น่าเสียดายที่ความงดงามนี้มีอายุเพียง 200 กว่าปี เพราะในปี ค.ศ. 1835 ได้เกิดไฟไหม้ขึ้น ทำให้คอลเลจและโบสถ์ทั้งหลังพังทลายลงมาเหลือเพียงขั้นบันไดหินและงานแกะสลักด้านหน้าโบสถ์ (Facade) ที่เป็นงานแกะสลักเรื่องราวในศาสนา มีรูปพระแม่และนักบุญต่างๆ รวมไปถึงเหล่าเทวดา และภาพกองเรือโปรตุเกสที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการเล่าเรื่องราวของยุคนั้นให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ปัจจุบันด้านหลังของ St. Paul’s ที่เคยเป็นอาคารของโบสถ์ได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก มีการเจาะพื้นดินเพื่อให้เห็นฐานรากที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไปหลายเมตร การพัฒนาใหม่นี้ได้ค้นพบโครงกระดูกของคนสมัยโบราณควบคู่ไปกับเสียงร่ำลือกันว่า รูปปั้นต่างๆ ที่เหลือจากไฟไหม้โบสถ์เซนต์ปอลส์คราวนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ขนาดโปรตุเกสจะขอนำกลับประเทศไปด้วย

           เมื่อชมซากที่เหลือของโบสถ์เซนต์ปอลส์เสร็จแล้ว ให้มองไปทางเนินด้านซ้ายมือ ที่นั่นเป็นพิพิธภัณฑ์มาเก๊าที่สร้างทับอยู่ในป้อมเก่าชื่อ “ป้อมมองเต” และด้วยตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์เซนต์ปอลส์ซึ่งมีคนมาเที่ยวชมกันมากมายทุกวัน ทำให้พิพิธภัณฑ์พลอยมีคนมาชมมากตามไปด้วย เราจึงเห็นผู้คนขึ้นบันไดเลื่อนกันคึกคักน่าสนุกประหนึ่งอยู่ในห้างสรรพสินค้าทีเดียว

           ภายในพิพิธภัณฑ์มาเก๊าจัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเกาะมาเก๊าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยหลักใหญ่ใจความจะเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พ่อค้านักเดินเรือและนักสอนศาสนามาขึ้นฝั่งที่นี่ และทำให้เศรษฐกิจของมาเก๊าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม้กระทั่งวัฒนธรรมบางอย่างก็ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเดินทางมาของคนขาวแปลกหน้า การเดินชมจึงต้องใช้เวลาสักนิด แต่ขอบอกว่าคุณจะเพลินมาก เพราะเขาทำได้ดีทั้งแสงสีและความสมจริง โดยเฉพาะห้องที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นของเก่า รวมไปถึงเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรียกได้ว่าอดีตแต่หนหลังเมื่อหลายร้อยปีก่อนแทบจะเต้นออกจากตู้มาได้เลย

          พิพิธภัณฑ์มาเก๊าอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ ผมจึงค่อยๆ เอ้อระเหยชมอย่างละเอียดจนขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของพิพิธภัณฑ์ ชั้นนี้มีประตูเปิดออกสู่ลานด้านนอก ซึ่งเป็นส่วนบนสุดของป้อมมองเต ลานนี้มีปืนใหญ่โบราณตั้งอยู่รอบทั้งสี่ทิศ ซึ่งถ้ามองจากจุดที่ตั้งปืนซึ่งหันปลายกระบอกปืนออกไปทางทะเล ก็พอจะมองเห็นจุดที่ทหารโปรตุเกสใช้ยิงเรือของพวกดัตช์ได้

          โดยสภาพทางภูมิศาสตร์แม้มาเก๊าจะเป็นเกาะ ก็เป็นเกาะที่มีเนินไม่สูงนัก ซึ่งจุดที่อยู่สูงที่สุดของเกาะมาเก๊าเรียกว่า เนินเกีย หรือ Guia Hill บนเนินนี้มีสิ่งน่าสนใจอยู่ 2 อย่าง คือโบสถ์ที่สร้างในศตวรรษที่ 17 เป็นโบสถ์เล็กๆ หลังคาโค้งมน มีงานเขียนภาพปูนเปียกอยู่ภายในโบสถ์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ปัจจุบันได้รับการดูแลอย่างดี และทางการอนุญาตให้ถ่ายรูปได้ แต่ต้องไม่ใช้แฟลช

            ความจริงโบสถ์หลังนี้สร้างอยู่ในเขตป้อมเกีย ปัจจุบันยังมีซากของป้อมและปีนใหญ่ให้เห็นอยู่ เนื่องจากป้อมนี้ใช้ต่อสู้จริงกับกองเรือของดัตช์ที่จ้องจะฮุบเกาะมาเก๊าจากโปรตุเกสเช่นกัน ไม่ไกลจากโบสถ์นักมีประภาคารอยู่หลังหนึ่ง แม้จะสูงแค่ 16 ฟุตเท่านั้น แต่กล่าวกันว่าสามารถส่องสว่างนำทางให้กับคนเรือในท้องทะเลเห็นได้ไกลถึง 20 ไมล์ทะเลทีเดียว และนับตั้งแต่วันที่ถูกจุดสว่างเมื่อ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1865 มันไม่เคยดับเลย

            อย่างไรก็ตาม หากไปเที่ยวเนินที่สูงที่สุดของเกาะมาเก๊ากันมาแล้ว ถ้าไม่ไปขึ้น Macau Tower Convention & Entertainment Centre หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า “มาเก๊าทาวเวอร์” ก็คงไม่ครบสูตร และดูเหมือนจะพลาดของดีไปอย่างน่าเสียดาย

           มาเก๊าทาวเวอร์มีความสูงถึง 333 เมตร สถิติที่ได้รับการบันทึกไว้คือสูงเป็นอันดับ 8 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 10 ของโลก ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความบันเทิงกับนักท่องเที่ยวที่ชอบความโลดโผน หรือเกมเสี่ยงที่ทำให้เลือดในกายสูบฉีดแบบวิ่งพล่านแทบหัวใจวาย ด้วยการทำชั้นที่ 58 ให้มีทางเดินรอบๆ เป็นกระจกใสอย่างหนา สามารถมองทะลุดิ่งลงไปเบื้องล่างได้ แต่ถ้ายังไม่รู้สึกสะใจสักเท่าไร บนนี้ก็มีกิจกรรมให้ออกไปเดินเล่นชมวิวข้างนอกกัน บริเวณที่ให้เดินนี้เขาเรียก Sky Walk โดยมีอุปกรณ์ให้ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด งานนี้ถ้ายังบอกว่าเฉยๆ อยู่อีกก็คงต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพจิตดูสักหน่อยแล้ว ราคาค่าทำให้หัวใจเต้นแรงออกจะแพงหูดับอยู่สักหน่อยนะครับ
อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่ไม่ชอบเสี่ยงอะไรเช่นนั้น แค่อยากเห็นวิวสวยๆ ก็สามารถเดินชมวิวได้รอบ 360 องศา ส่วนภายในอาคารก็มีร้านค้า โรงภาพยนตร์ ห้องจัดนิทรรศการ หากอยากนั่งภัตตาคารหมุนต้องขึ้นไปที่ชั้น 60

           ความจริงเกาะมาเก๊ามีพื้นที่ไม่มากนัก และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็อยู่ไม่ไกลกันเลย การคมนาคมและการขนส่งสาธารณะถือว่าสะดวก รถไม่ติด อากาศก็ดี ปลอดโปร่ง เพราะมีลมทะเลพัดเข้าสู่เกาะตลอดเวลา แต่การเที่ยวมาเก๊าไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน สุดท้ายก็ต้องมาลงที่ศูนย์กลางของเมือง ซึ่งกลายเป็นจุดนัดพบของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเก๊าเองหรือนักท่องเที่ยวต่างถิ่น สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Largo do Senado เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีกลิ่นอายของโปรตุเกสอย่างที่ไม่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูไกลถึงยุโรปเลย

            เซนาโดสแควร์วันนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของทุกคน หรืออีกนัยหนึ่งคือเซ็นเตอร์พอยต์ของมาเก๊าดีๆ นี่เอง ที่นี่เป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความบันเทิง อาหารการกิน และร้านค้าให้ชอปปิงกันอย่างสนุกเพลิดเพลิน อสท.มาเก๊า หรือ Macau Government Tourist Office ก็อยู่ที่นี่ด้วย

            หากได้มายืนอยู่ที่เซนาโดสแควร์แล้ว ให้สังเกตที่เท้าสักนิดว่ากำลังยืนอยู่บนอะไร เพราะทั่วทั้งบริเวณที่อยู่กลางเมืองเก่านี้ พื้นสาธารณะแทบทุกตารางนิ้วจะปูด้วยโมเสกลายคลื่นขนาด 2 x 2 นิ้ว สีขาวอมเหลืองอ่อน ชมพู และแดง สีต่างๆ นี้บ่งบอกความสำคัญของบริเวณนั้น โดยมีลวดลายทำด้วยโมเสกสีดำสนิทเป็นรูปสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และปลาหมึก ซึ่งได้กลายเป็นงานศิลปะพื้นบ้านบนฟุตพาททั่วทั้งเขตเมืองเก่าและส่วนต่อขยายที่ทางการมาเก๊าต้องการให้บ้านเมืองมีภูมิทัศน์สวยงาม จึงปูพื้นบาทวิถีด้วยโมเสกให้คล้ายของเดิมจนแทบแยกไม่ออกว่าตรงไหนคือของดั้งเดิม ตรงไหนคือส่วนต่อขยายใหม่ นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้การเดินเที่ยวชมเมืองได้รับความบันเทิงอย่างชาญฉลาดยิ่ง

             ฉบับนี้ผมพาเที่ยวเกาะมาเก๊าในเชิงของวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมก่อนนะครับ ฉบับหน้าจะพาไปเดินเสาะหาของอร่อยๆ กัน เพราะผมเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าเกาะเล็กๆ เพียงแค่ 20 กว่าตารางกิโลเมตรจะมีของกินมากมายขนาดนี้ ที่สำคัญแต่ละร้านมีทีเด็ดและมีความเก่าแก่ยืนยงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เรียกว่าอยู่คู่บ้านคู่เมืองกันมานาน รับรองคุณๆ นึกไม่ถึงทีเดียวครับ



Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.