คำพูดที่ว่าถ้าไม่รู้จักอดีต เราก็ไม่รู้จักตัวตนของเรา ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรารู้จักตุรกี แต่ไม่เข้าใจพวก เติร์ก เสียก่อนก็จะเที่ยวตุรกีไม่สนุกครับ ดังนั้นเรามารู้จักที่มาของเติร์กหรือตุรกีกันพอสังเขปก่อนดีกว่าครับ คนตุรกีหรือชาวเติร์กเขายืนยันกับชาวโลกมาตลอดว่า พวกเขาไม่ใช่ชาวอาหรับอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ และเหมาเอาเองว่าถ้านับถือศาสนาอิสลามแล้วต้องเป็นอาหรับไปเสียหมด คำถามต่อมาก็คือ แล้วคำว่า เติร์ก มาจากไหน?... อันนี้ต้องให้เครดิตกับนักประวัติศาสตร์เขาครับที่อุตส่าห์ไปสืบเสาะค้นหาหลักฐานของชาวเติร์กมาได้ว่า เดิมทีต้นตระกูลของเติร์กในตุรกีนั้นมีหลักฐานบ่งบอกหลักแหล่งย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลโน่นแน่ะ บรรพบุรุษของชาวเติร์กในตุรกีช่วงนั้นอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจีนปัจจุบันในบริเวณที่เรียกกันว่ามองโกเลีย ซึ่งตอนนั้นกระจายอยู่หลายกลุ่มหลายเผ่า ถึงตอนนี้แล้วคงต้องขอให้นึกภาพย้อนอดีตไปเมื่อประมาณ 2,000 กว่าปีก่อนนะครับว่า มนุษย์ก็เหมือนสัตว์โลกชนิดอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยกันตลอดเวลา แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังย้ายถิ่นฐานบ้านช่องกันทุกวัน ทำให้รถโดยสาร เรือ หรือเครื่องบิน เต็มและแน่นครึกไปหมด เขาจึงต้องมีการสำรวจสำมะโนครัวกันทุกๆ 10 ปีไงล่ะครับ แต่ตอนโน้นไม่มีใครสนใจจะจดสถิติเอาไว้หรอกครับ เพราะโลกมีพื้นที่กว้างขวาง และมนุษย์ก็ยังมีจำนวนน้อยนิด การอพยพเป็นเพียงเพื่อการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในเผ่าหรือกลุ่มของตนเท่านั้น เผ่าไหนที่ไม่พอกินหรือโลภมากหน่อย อยากเป็นเจ้าโลก ก็มักจะยกทัพไปตีเผ่าอื่น ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนยุทธวิธีหรือกลอุบายแยบยลขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันการรุกรานของมนุษย์ด้วยกันแบบป่าเถื่อนเหมือนยุคโบราณไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว แต่พัฒนาไปอีกขั้น คืออ้อม แต่ทว่า...เลือดเย็นกว่า บรรพบุรุษของชาวเติร์กยุคโบราณได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานกระจัดกระจายไปในหลายภูมิภาคของโลก บ้างก็ขึ้นเหนือไปถึงสแกนดิเนเวียในปัจจุบัน บ้างก็ลงมาทางใต้ผ่านอินเดีย ตะวันออกกลาง เข้าไปจนถึงแอฟริกา บางกลุ่มมาปักหลักอยู่ในพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่มีชื่อเรียกว่า อนาโตเลีย (Anatolia) ซึ่งก็คือกลุ่มของบรรพบุรุษของชาวเติร์กนั่นเอง แล้วต่อมากลายเป็นประชากรของประเทศตุรกีในทุกวันนี้ สมัยก่อนนับพันปี ดินแดนแถบอนาโตเลียมีการสู้รบกันอยู่ตลอดเวลา โดยมีบันทึกอยู่ในมหากาพย์อีเลียดของกวีโฮเมอร์ เช่น สงครามกรุงทรอย ที่กวีแต่งให้เป็นเรื่องของความรัก แต่ที่แท้เป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรมากกว่า นักรบที่เป็นบรรพบุรุษของชาวเติร์กถือเป็นนักรบที่เก่งฉกาจทีเดียว ไปถึงไหนคนกลัวไปหมด จึงเหิมเกริมรบกับเขาไปทั่ว แม้กระทั่งกับโรมัน ซึ่งตอนนั้นมีอิทธิพลอยู่ในแถบนี้ และรบชนะเสียด้วย จนได้ครองโบสถ์เซนต์โซเฟียมานั่นไง ตอนโรมันครอบครองดินแดนแถบนี้ได้สร้างนครคอนสแตนติโนเปิล หรือในอีกชื่อคือ กรุงโรมตะวันออก และประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ จนกระทั่งเติร์กรบชนะในปี ค.ศ. 1453 จึงเปลี่ยนชื่อจากคอนสแตนติโนเปิลมาเป็น นครอิสตันบูล และเปลี่ยนศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาอิสลาม ปกครองโดยราชสำนักออตโตมาน นั่นคือประวัติศาสตร์ที่เป็นที่มาของดินแดนซึ่งมีสถาปัตยกรรมของหลายยุคหลายวัฒนธรรมปะปนกัน และบรรพบุรุษของชาวเติร์กได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบของถาวรวัตถุต่างๆ ที่มีอายุย้อนหลังนับพันปี ทำให้ประเทศนี้มีมนต์เสน่ห์น่าไปเที่ยวยิ่งนัก ดังที่ผมจะพาชมต่อไปนี้แหละครับ ...................... ออกจากโบสถ์เซนต์โซเฟีย ผมเดินฝ่าความร้อนระอุของคลื่นความร้อนที่ปีนี้กลับมาสร้างความสยองให้กับชาวยุโรปอีกครั้ง หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อนทำให้คนตายเพราะปรับตัวไม่ทันไปหลายพันคน แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ นะครับ แต่น้ำที่นี่ก็แพงดับจิต ขวดขนาด 1.5 ลิตรขวดละประมาณ 30 บาท และถ้าไปกินตามภัตตาคารจะถูกชาร์จตกขวดละหลายร้อยบาททีเดียว ฝั่งตรงข้ามของเซนต์โซเฟียมีเพียงถนนคั่น เห็นมีหอคอยสูงๆ อยู่หลายหอตระหง่าน และหลังคากลมนั่นก็คือสุเหร่าสีน้ำเงินหรือ Blue Mosque ผมข้ามถนนที่เริ่มจอแจเพราะเป็นจุดที่รถทัวร์ของทัวร์ทุกชาติทุกภาษาใช้เป็นจุดจอดส่งลูกทัวร์ เนื่องจากเมื่อลงจากรถแล้วสามารถเลือกเที่ยวได้รอบทิศ ดังนั้นเมื่อมีนักท่องเที่ยวเยอะก็มีคนขายของเร่แยะตามไปด้วย ตอนนี้ไกด์บุ๊กทุกเล่มเตือนว่าให้ระวังถูกล้วงกระเป๋าให้ดี เพราะมิจฉาชีพพวกนี้มักอาศัยช่วงชุลมุนที่นักท่องเที่ยวกำลังงงๆ เนื่องจากยังใหม่ต่อสถานที่ บางคนอาจตื่นเต้นสาละวนอยู่กับการถ่ายรูป...แล้วเผลอ โปรดจำไว้ว่า...ที่ใดมีนักท่องเที่ยว ที่นั่นมีนักล้วงเป็นของคู่กัน! ข้ามถนนมาอีกฝั่ง ผมเดินเข้าสู่ Blue Mosque อย่างร้อนรน ก็ชื่อมันชวนให้เข้าไปดูเหลือเกิน แล้วก็อย่างที่กลัวคือคิวของนักท่องเที่ยวยาวเหยียด เพราะมีการตรวจกระเป๋าหาวัตถุที่ไม่พึงประสงค์ก่อนเข้าสู่สุเหร่า เมื่อผ่านเครื่องเอกซเรย์แล้ว ทีนี้ทุกคนต้องนำถุงผ้าบางๆ ที่แจกฟรีมาหุ้มรองเท้าของตนไว้ นัยว่ากันเปื้อนและกันพื้นพรมอันมีค่าภายในสุเหร่าเสียหาย ภายใน Blue Mosque เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ถูกกั้นด้วยเชือกให้อยู่ในบริเวณจำกัด ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีปริมาณมากอยู่แล้วแออัดมากยิ่งขึ้น เรียกว่าแทบเบียดกันดูเลย กลุ่มใครกลุ่มมัน ที่มาของชื่อสุเหร่าสีน้ำเงินหรือ Blue Mosque เป็นเพราะเขาใช้กระเบื้องสีน้ำเงินในการตกแต่งภายใน ซึ่งทำเป็นลายดอกไม้ต่างๆ เช่น ดอกกุหลาบ คาร์เนชั่น ทิวลิป Blue Mosque สร้างในสมัยของสุลต่านอาห์เหม็ด เมื่อปี ค.ศ. 1603 แต่กว่าจะเสร็จก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 1617 เสร็จก่อน 1 ปีที่สุลต่านอาห์เหม็ดจะสิ้นพระชนม์ เอกลักษณ์เด่นอีกอย่างแต่อยู่ภายนอกคือ Blue Mosque หอประกาศแหลมเฟี้ยวหรือ Minaret 6 หอ เท่ากับสุเหร่าที่นครเมกกะ ภายใน Blue Mosque เราดูอะไรได้ไม่มากครับ เพราะอย่างที่บอกไว้ว่าเขากั้นบริเวณให้อยู่อย่างจำกัด ดังนั้นพอซึมซับบรรยากาศจนได้ที่แล้ว ผมออกมาถอดถุงผ้าที่หุ้มรองเท้าใส่ถังคืนเจ้าของไป แล้วก็เดินเลี้ยวซ้าย ผ่านสวนดอกไม้เพื่อออกจาก Blue Mosque ทางกำแพงด้านข้าง จุดหมายปลายทางก็คือสถานที่สำคัญอีกแห่งชื่อว่า ฮิปโปโดรม (Hippodrome) ฮิปโปโดรมหรือมีอีกชื่อหนึ่งคือ Sultan Ahmet Square ฟังชื่อแล้วดูยิ่งใหญ่มโหฬารเชียวใช่ไหมครับ แต่สภาพที่เป็นจริงในวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย การจะชมฮิปโปโดรมให้สนุกต้องใช้จินตนาการเข้าช่วยมากๆ หน่อยครับ เพราะฮิปโปโดรมปัจจุบันกลายเป็นแค่เพียงชื่อของสถานที่ซึ่งในอดีตโรมันมีไว้สำหรับงานพิธีการ การแข่งกีฬาต่างๆ เช่น แข่งรถม้า ตอนนี้เหลือแค่ชื่อครับ แต่สนามไม่มีเหลือให้เห็นแล้ว รอบๆ ฮิปโปโดรมปัจจุบันมีอาคารสิ่งปลูกสร้างเต็มไปหมด ด้านหนึ่งที่ขนานไปเป็นกำแพงทั้งแถบก็คือ Blue Mosque ที่ผมเพิ่งเดินออกมานั่นเอง ส่วนที่เหลือก็เป็นตึกบ้าง สถานที่สำคัญๆ บ้าง สรุปคือหาสภาพแบบสนามแข่งกีฬาในอดีตตามที่มีบันทึกไว้ไม่เจอเลย ไม่เหลือเค้าเลยจริงๆ จะมีก็แต่สัญลักษณ์เด่นอยู่ 2-3 ชิ้นที่ทำให้ฮิปโปโดรมยังมีชื่อเสียงอยู่ทุกวันนี้ นั่นก็คือเสาโอเบลิสค์ 2 เสา ถูกคั่นกลางด้วยเสางูที่เหลือแต่ฐานสูงขึ้นมาราว 5 เมตร ส่วนหัวกุดหายไปแล้ว สภาพเดิมของฮิปโปโดรมเมื่อประมาณ 1800 ปีมาแล้ว ตอนนี้จมอยู่ใต้ดินลึกกว่า 3 เมตร นักประวัติศาสตร์เขาบอกว่าตอนสร้างเสร็จเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 100 เมตรและยาวราว 480 เมตร มีการทำที่นั่งให้คนดูเป็นอัฒจันทร์ทั้งสองฟากเพื่อดูการแข่งขันรถม้า การต่อสู้ระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์ร้าย ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตของชาวโรมันในยุคนั้น เสาโอเบลิสค์อันแรกที่เห็นสูงตระหง่านเหมือนดินสอทำด้วยหินแกรนิตทั้งแท่ง ตอนที่โรมันสามารถยึดอียิปต์ได้เมื่อ 40 ปีก่อนคริสตกาล ก็ได้ลากเสาโอเบลิสค์กลับกรุงโรม อันหนึ่งลากมาไว้ที่นี่ ตอนเอามาครั้งแรก เว่ากันว่าสาโอเบลิสค์แท่งนี้ยาวถึง 60 เมตร หนัก 800 ตัน แต่มาหักตอนขนส่ง เหลือสวยแค่ปลายที่ยาว 20 เมตร แต่กระนั้นก็ยังสวยงามน่าดูมาก เพราะทั้งเสามีงานแกะสลักอันมีความหมายและมีค่ายิ่ง เสาถัดไปดูแปลกประหลาดกว่าเสาใดๆ เพราะเป็นเสาสำฤทธิ์ปั้นเป็นรูปงู 3 ตัวพันกันแน่นเหมือนเกลียวเชือกขนาดใหญ่ แต่ส่วนหัวที่สันนิษฐานว่าเป็นกระถางคบเพลิงได้หายไปแล้ว เสานี้โรมันนำมาจากวิหารอะพอลโลที่เมืองเดลฟีตอนรบชนะกรีซ เดิมสันนิษฐานว่าสูง 8 เมตร แต่ตอนนี้เหลือแค่ 5 เมตร เสาสุดท้ายที่อยู่ถัดไปเป็นเสาโอเบลิสค์ชื่อ เสาแห่งคอนสแตนติน โรมันสร้างเสานี้เองเมื่อปี ค.ศ. 940 ก็เลยไม่อลังการเท่ากับต้นฉบับแบบอียิปต์ รูปลักษณ์ตอนนี้เหมือนงานแกะสลักแบบเปลือยๆ เป็นภาพชีวิตของเกษตรกรและชาวประมง นักประวัติศาสตร์เขาบอกว่าเดิมเสานี้หุ้มด้วยบรอนซ์ทีเดียว แต่ถูกแกะออกไปหมดตอนช่วงสงครามครูเสดที่ยืดเยื้อมานับร้อยปี ............................................. เดินเที่ยวมาหลายชั่วโมงท่ามกลางอากาศร้อน อาจรู้สึกคอแห้งและเมื่อยขา อย่ากระนั้นเลย เราไปนั่งพักกันดีกว่า ใกล้ๆ กับฮิปโปโดรมมีคาเฟ่เล็กๆ อยู่ร้านหนึ่ง แนะนำให้แวะไปนั่งดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หรือจะลองชิมกาแฟแบบตุรกีสักถ้วยก็ไม่เลว กาแฟตุรกีแตกต่างจากกาแฟอื่นๆ คือทั้งข้นและขม เนื่องจากเขาต้มกาแฟทีละถ้วยด้วยการตักผงกาแฟลงกระบวยอันเล็ก แล้วนำไปต้มกับไฟอ่อนๆ พอน้ำเดือดก็รินใส่ถ้วยทั้งผงที่เดือดปุดๆ นั่นแหละ ไม่มีการกรองกากทิ้ง แล้วยกเสิร์ฟ โดยมากนิยมกินกับขนมแบบตุรกีที่หวานสนิท คนไม่ชอบหวานก็ขอให้ห่างๆ ไว้ก่อนเป็นดี ว่ากันว่าในอดีตผู้ชายตุรกีใช้กาแฟเป็นเครื่องวัดเจ้าสาวในอนาคตของเขา โดยดูจากรสชาติของกาแฟที่เจ้าหล่อนชงมาให้นั่นแหละครับ กาแฟสำคัญขนาดนั้นเชียว!? ่...