ก่อนที่เราจะเข้าไปเที่ยวชมกรุง
อิสตันบูล เมืองท่าชายฝั่งทะเลที่สำคัญที่สุดของประเทศตุรกี
เรามาทำความรู้จักกับประเทศนี้พอสังเขปกันก่อนนะครับ
ประเทศตุรกีมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มากจนถือเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
เพราะนับย้อนหลังไปได้ถึง 2,500 ปีทีเดียว
สำหรับกรุงอิสตันบูลที่เห็นทุกวันนี้
ก่อนจะมาเป็นเมืองสวยดังเช่นในปัจจุบัน เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ
ที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก แต่บังเอิญที่ตั้งของชุมชนอยู่ในทำเลดี
โดยเฉพาะถ้าจะเอาเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารก็ถือว่าอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบ
เนื่องจากอยู่พอดีตรงช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดาเนลส์
ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าทางเรือที่สำคัญ หากใครครอบครองบริเวณนี้ได้ถือว่าโชคดีอย่างมหาศาล
ดังนั้นเมื่อจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ
จึงได้แผ่อิทธิพลมาถึงที่นี่ โดยเฉพาะสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินได้ครองกรุงโรม
ในช่วงเวลานั้นอยู่ในปี ค.ศ. 330 พระองค์ทรงเห็นความสำคัญถึงจุดยุทธศาสตร์
จึงได้สถาปนาเมืองริมฝั่งทะเลแห่งนี้โดยให้ชื่อว่า กรุงคอนสแตนติโนเบิล
ตามชื่อของพระองค์ อยู่ในฐานะโรมแห่งที่สองหรือโรมใหม่ พร้อมกันนี้ได้ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมันอีกด้วย
ตั้งแต่นั้นมา
กรุงคอนสแตนติโนเบิลก็เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาในยุคของไบเซนไทน์
แม้นว่าต่อมาอาณาจักรโรมันจะล่มสลายลงไป แต่จักรวรรดิไบเซนไทน์กลับยืนยงมาได้ถึงกว่า
1,000 ปี โดยเป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองของเอเชียไมเนอร์
และเจริญรุ่งเรืองถึงสุดขีดในสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน ในราวคริสต์ศตวรรษที่
6
เมื่อเจริญสูงสุดก็ถึงจุดตกต่ำเป็นธรรมดา
ในปี ค.ศ. 1453 กรุงคอนสแตนติโนเบิลก็ถูกกองทัพของเติร์ก โดยสุลต่านเมห์เมตที่
2 พิชิตลงได้ หลังจากกองทัพของเติร์กอันเกรียงไกรโจมตีอยู่นานพอสมควร
พวกเติร์กได้ตีกินดินแดนรอบนอกตั้งแต่แอฟริกาเหนือมาจนถึงชานกรุงคอนสแตนติโนเบิล
และหยุดอยู่แค่นั้นนานหลายปีกว่าจะตีได้ โดยมีหลักฐานการสร้างป้อมไว้
2 ป้อมของพวกเติร์กที่ปากทางช่องแคบบอสฟอรัส ป้อมหนึ่งชื่อ รูเมลี
(Rumeli) ปัจจุบันอยู่ฝั่งยุโรป อีกป้อมชื่อ อะนาโดลู (Anadolu)
ปัจจุบันอยู่ฝั่งเอเชีย
สุลต่านเมห์เมตที่
2 สร้างป้อมทั้งสองนี้เพียง 4 เดือนเพื่อตัดกำลังจากภายนอกที่จะเข้ามาช่วยเหลือกรุงคอนสแตนติโนเปิล
แล้วพระองค์ก็โหมตีเพียง 53 วัน กรุงคอนสแตนติโนเปิลก็แตก กาลนั้นจักรวรรดิไบเซนไทน์ก็มาถึงบทอวสาน
แต่เป็นการเริ่มต้นของจักรวรรดิออตโตมันขึ้นมาแทน ซึ่งสืบต่อความรุ่งเรืองมาจนถึงต้นศตวรรษที่
20 ในชื่อกรุงอิสตันบูล หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงค่อยๆ ล่มสลายลง
เหลือเพียงอีสตันบูล- -เมืองท่าสำคัญของประเทศตุรกี ซึ่งป้อมทั้ง
2 แห่งนี้ หากต้องการเห็นชัดๆ ต้องนั่งเรือชม ซึ่งผมจะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น
ภายในกรุงอิสตันบูลจึงมีร่องรอยของ 2 ศาสนาใหญ่ของโลกแฝงอยู่อย่างน่าฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก
โดยเฉพาะที่โบสถ์เซนต์โซเฟีย ซึ่งมีหลักฐานสำคัญที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีถึงกับตะลึงในสิ่งที่ทับซ้อนซ่อนอยู่กว่า
2,000 ปี
โบสถ์เซนต์โซเฟีย
(St Sophia) เดิมเป็นโบสถ์คริสต์ ตั้งอยู่กลางกรุงคอนสแตนติโนเปิล
เริ่มสร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน และได้รับการต่อเติมเรื่อยมาในหลายรัชกาล
เนื่องจากเสียหายจากภัยแผ่นดินไหวบ้าง ไฟไหม้บ้าง สงครามบ้าง
หรือเจ้าผู้ครองนครต้องการทำให้อลังการกว่าเดิมบ้าง เช่น ครั้งสุดท้ายโดยจักรพรรดิจัสติเนียน
ได้ทรงมีดำริให้ทุมงบประมาณขยายโบสถ์เซนต์โซเฟียให้ใหญ่โตชนิดที่เรียกว่าต้องใหญ่กว่าโบสถ์คริสต์ทุกแห่งในโลก
ทุกวันนี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุคไบเซนไทน์
ก่อนเข้าโบสถ์
ผมเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ ที่มีน้ำพุใหญ่ฟูฟ่องเป็นละอองสีขาว
ละอองน้ำที่ลอยตามลมมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกชุ่มชื่นคลายร้อนลงได้บ้าง
เพราะหน้าร้อนของตุรกีก็เหมือนกับหน้าร้อนในยุโรปที่ร้อนแห้งอบอ้าวเหมือนยืนอยู่หน้าเตาไฟทีเดียว
ขณะยืนรอเข้าแถวที่ยาวเหยียดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของโบสถ์ตรวจกระเป๋าและสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์
ผมยืนมองตัวโบสถ์ขนาดมหึมาที่ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย
นึกถึงผู้คน สงคราม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยต่างๆ
และโบสถ์เซนต์โซเฟียต้องทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยาน รวมทั้งบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไว้ทุกหน้าทุกตอน
ทุกยุคทุกสมัย และเชื่อเหลือเกินว่ายังมีความลับอีกหลายอย่างที่มนุษย์ยุคนี้ยังไม่ได้ค้นพบ
ซึ่งอาจถูกฝังอยู่ใต้ความยิ่งใหญ่ที่ผมกำลังแหงนคอตั้งบ่าดูอยู่นี้
การต้องแหงนคอเพราะความสูงของตัวโบสถ์นี้มิใช่ต้องทำแต่เฉพาะดูภายนอก
หากเมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในโบสถ์แล้วก็ยิ่งต้องแหงนคอให้มากกว่าเดิมเสียอีก
เพราะเพดานของหลังคาโดมที่ภายนอกดูเหมือนสี่เหลี่ยมนี้สูงถึง
40 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 31 เมตร
บรรยากาศภายในโบสถ์ค่อนข้างสลัวเพราะแสงเข้ามาน้อย
แต่เย็นเพราะโครงสร้างส่วนใหญ่ทำด้วยหินอ่อน ที่น่าอัศจรรย์ในแง่ของสถาปัตยกรรมก็คือ
ด้วยความสูงขนาดนี้ ในสมัยเมื่อกว่า 1,500 ปีที่แล้ว คนยุคนั้นทำได้อย่างไร
จึงไม่ต้องใช้เสาค้ำกลางโบสถ์ เพราะโถงกลางนั้นกว้างใหญ่มาก
วัดได้เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คือกว้าง 68.80 เมตร ยาว
74.67 เมตร แม้มีเสาหินอ่อนค้ำยันรอบตัวโบสถ์นับรวมทั้งหมดได้
107 ต้นก็ตาม นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการของยุคสมัยทีเดียว
ดังที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า
ตอนสร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียนั้นอยู่ในยุครุ่งเรืองของไบเซนไทน์ที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ
แต่เมื่อกองทัพเติร์กตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกและเปลี่ยนชื่อมาเป็นอิสตันบูลของจักรวรรดิออตโตมัน
สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ทรงเห็นว่าโบสถ์เซนต์โซเฟียนั้นของเดิมสร้างได้ใหญ่โตแข็งแรงและสวยงามอยู่แล้ว
จึงไม่ทำลายเหมือนเช่นศาสนสถานแห่งอื่น หากแต่ทรงบัญชาเปลี่ยนแปลงภายในเสียใหม่
โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังปูนขาวที่โปกปิดไว้บนผนังในโบสถ์นั้นมีงานโมเสกงามระยับซ่อนอยู่
หลังมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์
นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีจึงได้พบและถือว่ามานุษยชาติยังโชคดีที่รูปทั้งหมดซึ่งทำด้วยโมเสกชิ้นเล็กๆ
สีต่างๆ โดยเฉพาะสีทอง ยังมีความงามอยู่เกือบครบถ้วน ซึ่งสามารถขึ้นไปชมได้ที่ชั้น
2 ของโบสถ์
การจะขึ้นไปที่ชั้น
2 ของโบสถ์ต้องขึ้นทางบันไดซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ บันไดนี้ทำด้วยหินธรรมชาติ
รัฐบาลตุรกีมิได้ตกแต่งเปลี่ยนแปลงสักเท่าไรนัก จึงทำให้เรายังคงเห็นสภาพเดิมๆ
เหมือนเมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว
บันไดหินได้เวียนวนเป็นเขาวงกตขึ้นไปบนชั้น
2 ที่อยู่สูงมาก กว่าจะขึ้นไปถึงก็เล่นเอาหอบเหมือนกัน ระหว่างทางมีเสียงรองเท้านับไม่ถ้วนกระทบกับหินก้อนใหญ่ดังก้องกังวาน
โดยมีแสงไฟสีส้มสลัวส่องให้ทาง ทำให้เกิดบรรยากาศย้อนยุคดีเหมือนกัน
ในช่วงนี้น่าเห็นใจสุภาพสตรีบางคนที่มิได้เตรียมตัวมาดี สวมรองเท้าโก้ไปหน่อยโดยเฉพาะส้นสูง
อาจต้องลำบากใจในการเดินบนหินนิดหน่อย
เมื่อโผล่ขึ้นมาที่ชั้น
2 บนนี้มีพื้นที่กว้างขวางมากจนเด็กนักเรียนถึงกับวิ่งไล่จับกันอย่างคึกคะนอง
พื้นที่ทั้งหมดเชื่อมถึงกัน สามารถเดินได้รอบโบสถ์อย่างทั่วถึง
ความกว้างของชั้น
2 มีเหลือเฟือขนาดสามารถใช้พื้นที่มาทำเป็นนิทรรศการแสดงภาพเกี่ยวกับภาพงานโมเสก
ส่วนของจริงก็อยู่ไม่ไกลกันนัก
งานโมเสกชิ้นสำคัญๆ
ส่วนใหญ่อยู่ด้านขวาของโบสถ์ แต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่และอยู่สูงขึ้นไปจรดเพดาน
ต้องแหงนคอดูเช่นกัน ถือเป็นจุดขายสำคัญของโบสถ์เซนต์โซเฟียที่เมื่อใครมาก็ต้องปีนขึ้นไปดูของจริงบนชั้น
2 เพราะเป็นของหายากและดีที่สุดในยุคเดียวกัน
ที่น่าฉงนสำหรับผมก็คือ
ปัจจุบันโบสถ์เซนต์โซเฟียอยู่ในประเทศตุรกีที่ประชาชนทั้งประเทศราว
75 ล้านคนนับถือศาสนาอิสลามถึง 97 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับใจกว้างเปิดให้ชาวคริสต์และผู้สนใจในประวัติศาสตร์ได้เข้าไปดูหลักฐานทางศาสนาที่มิใช่ศาสนาประจำชาติหลักของตนได้อย่าเสรี
ในที่นี้รวมถึงประชาชนชาวตุรกีเองทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่นับถือศาสนาอิสลาม
เพราะวันที่ผมไป มีกลุ่มนักเรียนตัวเล็กๆ นับร้อยคนมาทัศนศึกษาไปพร้อมๆ
กับนักท่องเที่ยวนานาชาติจากแดนไกล มีเสียงกล่าวสวัสดี Say Hello
กันระงมระหว่างเจ้าถิ่นตัวน้อยๆ กับผู้มาเยือนจากแดนไกล เด็กนักเรียนเหล่านี้คงคุ้นกับการเห็นคนแปลกหน้าต่างภาษามาเดินในบ้านของตน
จึงไม่กลัวคน ส่วนใหญ่จะสนุกกับการเล่นกับนักท่องเที่ยว ยิ่งถ้ายกกล้องถ่ายรูปขึ้นเพื่อจะบันทึกความน่ารักไว้เป็นที่ระลึก
ก็เหมือนจะยั่วให้แตกแถวมารวมหมู่ให้ถ่ายกันจนครูที่คุมมาต้องออกเสียงขู่พอเป็นพิธี
แต่ความจริงก็อยากปล่อยให้เด็กๆ ได้สนุกกันบ้าง ถือเป็นการสอนวิชาสังคมว่าด้วยการต้อนรับแขกไปในตัว
ปัจจุบันโบสถ์เซนต์โซเฟียได้กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปแล้ว
และด้วยโครงการทำโบสถ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1930 นี่แหละ
ที่มีการค้นพบภาพโมเสกอันประมาณค่ามิได้ของโบสถ์เซนต์โซเฟีย
สำหรับนักท่องเที่ยวไทยๆ
อย่างพวกเรา การเข้าชมโบสถ์เซนต์โซเฟียที่กรุงอิสตันบูลคงได้ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ๆ
ไม่มากก็น้อย รวมถึงอาจจะนึกสงสัยเลยไปว่า ทำไม 2 ศาสนาที่เป็นคู่ปรับกันมาเป็นพันๆ
ปี ทำไมมาอยู่ในที่เดียวกันได้ ถึงจะคนละยุคคนละสมัยก็ตาม แปลกดีไหมล่ะ?
เรื่องแบบนี้คงต้องขอยกให้กับคำพังเพยไทยๆ
ที่ว่า...
เขาสูงทะเลลึกแค่ไหนก็วัดได้ แต่จิตมนุษย์นี้หนอ ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
่...
|