Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
St Sophia แห่งคอนสแตนติโนเปิล
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








            ก่อนที่เราจะเข้าไปเที่ยวชมกรุง “อิสตันบูล” เมืองท่าชายฝั่งทะเลที่สำคัญที่สุดของประเทศตุรกี เรามาทำความรู้จักกับประเทศนี้พอสังเขปกันก่อนนะครับ

          ประเทศตุรกีมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มากจนถือเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เพราะนับย้อนหลังไปได้ถึง 2,500 ปีทีเดียว

        สำหรับกรุงอิสตันบูลที่เห็นทุกวันนี้ ก่อนจะมาเป็นเมืองสวยดังเช่นในปัจจุบัน เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก แต่บังเอิญที่ตั้งของชุมชนอยู่ในทำเลดี โดยเฉพาะถ้าจะเอาเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารก็ถือว่าอยู่ในทำเลที่ได้เปรียบ เนื่องจากอยู่พอดีตรงช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดาเนลส์ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าทางเรือที่สำคัญ หากใครครอบครองบริเวณนี้ได้ถือว่าโชคดีอย่างมหาศาล

        ดังนั้นเมื่อจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ จึงได้แผ่อิทธิพลมาถึงที่นี่ โดยเฉพาะสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินได้ครองกรุงโรม ในช่วงเวลานั้นอยู่ในปี ค.ศ. 330 พระองค์ทรงเห็นความสำคัญถึงจุดยุทธศาสตร์ จึงได้สถาปนาเมืองริมฝั่งทะเลแห่งนี้โดยให้ชื่อว่า “กรุงคอนสแตนติโนเบิล” ตามชื่อของพระองค์ อยู่ในฐานะโรมแห่งที่สองหรือโรมใหม่ พร้อมกันนี้ได้ทรงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมันอีกด้วย

         ตั้งแต่นั้นมา กรุงคอนสแตนติโนเบิลก็เจริญรุ่งเรืองติดต่อกันมาในยุคของไบเซนไทน์ แม้นว่าต่อมาอาณาจักรโรมันจะล่มสลายลงไป แต่จักรวรรดิไบเซนไทน์กลับยืนยงมาได้ถึงกว่า 1,000 ปี โดยเป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองของเอเชียไมเนอร์ และเจริญรุ่งเรืองถึงสุดขีดในสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียน ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6

           เมื่อเจริญสูงสุดก็ถึงจุดตกต่ำเป็นธรรมดา ในปี ค.ศ. 1453 กรุงคอนสแตนติโนเบิลก็ถูกกองทัพของเติร์ก โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 พิชิตลงได้ หลังจากกองทัพของเติร์กอันเกรียงไกรโจมตีอยู่นานพอสมควร พวกเติร์กได้ตีกินดินแดนรอบนอกตั้งแต่แอฟริกาเหนือมาจนถึงชานกรุงคอนสแตนติโนเบิล และหยุดอยู่แค่นั้นนานหลายปีกว่าจะตีได้ โดยมีหลักฐานการสร้างป้อมไว้ 2 ป้อมของพวกเติร์กที่ปากทางช่องแคบบอสฟอรัส ป้อมหนึ่งชื่อ “รูเมลี” (Rumeli) ปัจจุบันอยู่ฝั่งยุโรป อีกป้อมชื่อ “อะนาโดลู” (Anadolu) ปัจจุบันอยู่ฝั่งเอเชีย

           สุลต่านเมห์เมตที่ 2 สร้างป้อมทั้งสองนี้เพียง 4 เดือนเพื่อตัดกำลังจากภายนอกที่จะเข้ามาช่วยเหลือกรุงคอนสแตนติโนเปิล แล้วพระองค์ก็โหมตีเพียง 53 วัน กรุงคอนสแตนติโนเปิลก็แตก กาลนั้นจักรวรรดิไบเซนไทน์ก็มาถึงบทอวสาน แต่เป็นการเริ่มต้นของจักรวรรดิออตโตมันขึ้นมาแทน ซึ่งสืบต่อความรุ่งเรืองมาจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ในชื่อกรุงอิสตันบูล หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงค่อยๆ ล่มสลายลง เหลือเพียงอีสตันบูล- -เมืองท่าสำคัญของประเทศตุรกี ซึ่งป้อมทั้ง 2 แห่งนี้ หากต้องการเห็นชัดๆ ต้องนั่งเรือชม ซึ่งผมจะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

          เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ภายในกรุงอิสตันบูลจึงมีร่องรอยของ 2 ศาสนาใหญ่ของโลกแฝงอยู่อย่างน่าฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก โดยเฉพาะที่โบสถ์เซนต์โซเฟีย ซึ่งมีหลักฐานสำคัญที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีถึงกับตะลึงในสิ่งที่ทับซ้อนซ่อนอยู่กว่า 2,000 ปี

           โบสถ์เซนต์โซเฟีย (St Sophia) เดิมเป็นโบสถ์คริสต์ ตั้งอยู่กลางกรุงคอนสแตนติโนเปิล เริ่มสร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน และได้รับการต่อเติมเรื่อยมาในหลายรัชกาล เนื่องจากเสียหายจากภัยแผ่นดินไหวบ้าง ไฟไหม้บ้าง สงครามบ้าง หรือเจ้าผู้ครองนครต้องการทำให้อลังการกว่าเดิมบ้าง เช่น ครั้งสุดท้ายโดยจักรพรรดิจัสติเนียน ได้ทรงมีดำริให้ทุมงบประมาณขยายโบสถ์เซนต์โซเฟียให้ใหญ่โตชนิดที่เรียกว่าต้องใหญ่กว่าโบสถ์คริสต์ทุกแห่งในโลก ทุกวันนี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุคไบเซนไทน์

            ก่อนเข้าโบสถ์ ผมเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ ที่มีน้ำพุใหญ่ฟูฟ่องเป็นละอองสีขาว ละอองน้ำที่ลอยตามลมมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกชุ่มชื่นคลายร้อนลงได้บ้าง เพราะหน้าร้อนของตุรกีก็เหมือนกับหน้าร้อนในยุโรปที่ร้อนแห้งอบอ้าวเหมือนยืนอยู่หน้าเตาไฟทีเดียว

            ขณะยืนรอเข้าแถวที่ยาวเหยียดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของโบสถ์ตรวจกระเป๋าและสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์ ผมยืนมองตัวโบสถ์ขนาดมหึมาที่ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อย นึกถึงผู้คน สงคราม และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยต่างๆ และโบสถ์เซนต์โซเฟียต้องทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยาน รวมทั้งบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไว้ทุกหน้าทุกตอน ทุกยุคทุกสมัย และเชื่อเหลือเกินว่ายังมีความลับอีกหลายอย่างที่มนุษย์ยุคนี้ยังไม่ได้ค้นพบ ซึ่งอาจถูกฝังอยู่ใต้ความยิ่งใหญ่ที่ผมกำลังแหงนคอตั้งบ่าดูอยู่นี้

            การต้องแหงนคอเพราะความสูงของตัวโบสถ์นี้มิใช่ต้องทำแต่เฉพาะดูภายนอก หากเมื่อก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในโบสถ์แล้วก็ยิ่งต้องแหงนคอให้มากกว่าเดิมเสียอีก เพราะเพดานของหลังคาโดมที่ภายนอกดูเหมือนสี่เหลี่ยมนี้สูงถึง 40 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 31 เมตร

            บรรยากาศภายในโบสถ์ค่อนข้างสลัวเพราะแสงเข้ามาน้อย แต่เย็นเพราะโครงสร้างส่วนใหญ่ทำด้วยหินอ่อน ที่น่าอัศจรรย์ในแง่ของสถาปัตยกรรมก็คือ ด้วยความสูงขนาดนี้ ในสมัยเมื่อกว่า 1,500 ปีที่แล้ว คนยุคนั้นทำได้อย่างไร จึงไม่ต้องใช้เสาค้ำกลางโบสถ์ เพราะโถงกลางนั้นกว้างใหญ่มาก วัดได้เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คือกว้าง 68.80 เมตร ยาว 74.67 เมตร แม้มีเสาหินอ่อนค้ำยันรอบตัวโบสถ์นับรวมทั้งหมดได้ 107 ต้นก็ตาม นับเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการของยุคสมัยทีเดียว

          ดังที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่า ตอนสร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียนั้นอยู่ในยุครุ่งเรืองของไบเซนไทน์ที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ แต่เมื่อกองทัพเติร์กตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกและเปลี่ยนชื่อมาเป็นอิสตันบูลของจักรวรรดิออตโตมัน สุลต่านเมห์เมตที่ 2 ทรงเห็นว่าโบสถ์เซนต์โซเฟียนั้นของเดิมสร้างได้ใหญ่โตแข็งแรงและสวยงามอยู่แล้ว จึงไม่ทำลายเหมือนเช่นศาสนสถานแห่งอื่น หากแต่ทรงบัญชาเปลี่ยนแปลงภายในเสียใหม่ โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังปูนขาวที่โปกปิดไว้บนผนังในโบสถ์นั้นมีงานโมเสกงามระยับซ่อนอยู่

           หลังมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีจึงได้พบและถือว่ามานุษยชาติยังโชคดีที่รูปทั้งหมดซึ่งทำด้วยโมเสกชิ้นเล็กๆ สีต่างๆ โดยเฉพาะสีทอง ยังมีความงามอยู่เกือบครบถ้วน ซึ่งสามารถขึ้นไปชมได้ที่ชั้น 2 ของโบสถ์

            การจะขึ้นไปที่ชั้น 2 ของโบสถ์ต้องขึ้นทางบันไดซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ บันไดนี้ทำด้วยหินธรรมชาติ รัฐบาลตุรกีมิได้ตกแต่งเปลี่ยนแปลงสักเท่าไรนัก จึงทำให้เรายังคงเห็นสภาพเดิมๆ เหมือนเมื่อ 1,000 กว่าปีมาแล้ว

            บันไดหินได้เวียนวนเป็นเขาวงกตขึ้นไปบนชั้น 2 ที่อยู่สูงมาก กว่าจะขึ้นไปถึงก็เล่นเอาหอบเหมือนกัน ระหว่างทางมีเสียงรองเท้านับไม่ถ้วนกระทบกับหินก้อนใหญ่ดังก้องกังวาน โดยมีแสงไฟสีส้มสลัวส่องให้ทาง ทำให้เกิดบรรยากาศย้อนยุคดีเหมือนกัน ในช่วงนี้น่าเห็นใจสุภาพสตรีบางคนที่มิได้เตรียมตัวมาดี สวมรองเท้าโก้ไปหน่อยโดยเฉพาะส้นสูง อาจต้องลำบากใจในการเดินบนหินนิดหน่อย

            เมื่อโผล่ขึ้นมาที่ชั้น 2 บนนี้มีพื้นที่กว้างขวางมากจนเด็กนักเรียนถึงกับวิ่งไล่จับกันอย่างคึกคะนอง พื้นที่ทั้งหมดเชื่อมถึงกัน สามารถเดินได้รอบโบสถ์อย่างทั่วถึง

            ความกว้างของชั้น 2 มีเหลือเฟือขนาดสามารถใช้พื้นที่มาทำเป็นนิทรรศการแสดงภาพเกี่ยวกับภาพงานโมเสก ส่วนของจริงก็อยู่ไม่ไกลกันนัก

          งานโมเสกชิ้นสำคัญๆ ส่วนใหญ่อยู่ด้านขวาของโบสถ์ แต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่และอยู่สูงขึ้นไปจรดเพดาน ต้องแหงนคอดูเช่นกัน ถือเป็นจุดขายสำคัญของโบสถ์เซนต์โซเฟียที่เมื่อใครมาก็ต้องปีนขึ้นไปดูของจริงบนชั้น 2 เพราะเป็นของหายากและดีที่สุดในยุคเดียวกัน

          ที่น่าฉงนสำหรับผมก็คือ ปัจจุบันโบสถ์เซนต์โซเฟียอยู่ในประเทศตุรกีที่ประชาชนทั้งประเทศราว 75 ล้านคนนับถือศาสนาอิสลามถึง 97 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับใจกว้างเปิดให้ชาวคริสต์และผู้สนใจในประวัติศาสตร์ได้เข้าไปดูหลักฐานทางศาสนาที่มิใช่ศาสนาประจำชาติหลักของตนได้อย่าเสรี ในที่นี้รวมถึงประชาชนชาวตุรกีเองทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะวันที่ผมไป มีกลุ่มนักเรียนตัวเล็กๆ นับร้อยคนมาทัศนศึกษาไปพร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวนานาชาติจากแดนไกล มีเสียงกล่าวสวัสดี Say Hello กันระงมระหว่างเจ้าถิ่นตัวน้อยๆ กับผู้มาเยือนจากแดนไกล เด็กนักเรียนเหล่านี้คงคุ้นกับการเห็นคนแปลกหน้าต่างภาษามาเดินในบ้านของตน จึงไม่กลัวคน ส่วนใหญ่จะสนุกกับการเล่นกับนักท่องเที่ยว ยิ่งถ้ายกกล้องถ่ายรูปขึ้นเพื่อจะบันทึกความน่ารักไว้เป็นที่ระลึก ก็เหมือนจะยั่วให้แตกแถวมารวมหมู่ให้ถ่ายกันจนครูที่คุมมาต้องออกเสียงขู่พอเป็นพิธี แต่ความจริงก็อยากปล่อยให้เด็กๆ ได้สนุกกันบ้าง ถือเป็นการสอนวิชาสังคมว่าด้วยการต้อนรับแขกไปในตัว

          ปัจจุบันโบสถ์เซนต์โซเฟียได้กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไปแล้ว และด้วยโครงการทำโบสถ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1930 นี่แหละ ที่มีการค้นพบภาพโมเสกอันประมาณค่ามิได้ของโบสถ์เซนต์โซเฟีย

         สำหรับนักท่องเที่ยวไทยๆ อย่างพวกเรา การเข้าชมโบสถ์เซนต์โซเฟียที่กรุงอิสตันบูลคงได้ความรู้และเปิดมุมมองใหม่ๆ ไม่มากก็น้อย รวมถึงอาจจะนึกสงสัยเลยไปว่า ทำไม 2 ศาสนาที่เป็นคู่ปรับกันมาเป็นพันๆ ปี ทำไมมาอยู่ในที่เดียวกันได้ ถึงจะคนละยุคคนละสมัยก็ตาม แปลกดีไหมล่ะ?

        เรื่องแบบนี้คงต้องขอยกให้กับคำพังเพยไทยๆ ที่ว่า...

เขาสูงทะเลลึกแค่ไหนก็วัดได้ แต่จิตมนุษย์นี้หนอ ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ


่...

Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.