Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
Brisbane น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าเอาอย่าง
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








            ในจำนวนหัวเมืองหลักของออสเตรเลีย เมืองบริสเบน (Brisbane) เป็นเมืองที่ผมชอบมาที่สุดเมืองหนึ่ง ค่าที่ว่ามีอากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสเกือบตลอดปี การเดินทางสะดวก มีรถสาธารณะให้เลือกใช้มากมาย ที่สำคัญในเมืองคนมีไม่มาก จึงไม่รู้สึกแออัด หายใจโล่งดี เที่ยวเสร็จแล้วกลับบ้านที่เมืองไทยก็ง่าย เพราะการบินไทย สายการบินแห่งชาติมีบินเข้าบริสเบนด้วย

           สำหรับคนที่เพิ่งเดินทางมาถึง จากสนามบินใช้เวลาเดินทางเข้าเมืองเพียง 20 นาทีเท่านั้น โดยนั่งรถบัสที่มีออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ส่วนผมซึ่งเดินทางมาจากโกลด์โคสต์ เสียเวลาแวะนั่นชมนี่กันมาตลอดทาง กว่าจะเช็กอินเข้าที่พัก (บ้านเพื่อน) ก็หลังพระอาทิตย์ตกดินไปนานโขแล้ว

           อพาร์ตเมนต์ของเพื่อนอยู่บนชั้น 14 จึงมองเห็นเมืองบริสเบนได้เต็มตา โดยเฉพาะตอนค่ำยังไม่มืดสนิทดี เทวดาฝรั่งได้ระบายท้องฟ้าแก่เป็นสีฟ้าอมม่วงนิดๆ เป็นฉากหลังให้กับแสงไฟในเมืองตามอาคารสูงที่เปิดสว่างพรึบพรับเหมือนมีการประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ นับแสนเม็ด ซึ่งแข่งกันส่องประกายลงสู่พื้นผิวแม่น้ำบริสเบนจนเกิดมิติภาพที่สว่างเรืองรองน่ามอง ถือเป็นภาพเมืองยามค่ำที่สวยงามติดตาตรึงใจมาจนบัดนี้

            อาหารค่ำในบริสเบนคืนนี้เราตกลงกันว่าจะออกไปหาอาหารทะเลกิน แม้เมืองบริสเบนจะอยู่ห่างจากทะเลหลายกิโลเมตรก็ตาม แต่บริสเบนก็มีทั้งกุ้งหอยปูปลาชั้นดีให้เลือกกินอย่างสำราญพุงกะทิ ถึงจะมีเพื่อนบางคนบ่นว่าหอยนางรมที่นี่ตัวเล็กไปหน่อย แต่ผมว่ารสชาติไม่แพ้หอยนางรมจากสุราษฎร์ธานีของไทยเราเลย โดยเฉพาะปลา Barramundi ที่คนออสเตรเลียถือว่าเป็นปลาที่ดีที่สุด ราคาแพงสักนิด แต่ก็ควรลองนะครับ จะเอาไปทอดไฟอ่อนๆ หรือชุบแป้งบางๆ ก็ได้ ถ้าหาน้ำจิ้มอาหารทะเลแบบไทยๆ จากตลาดติดมือไปได้ด้วย รับรองว่างานนี้จะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม! อิ่มแล้วกลับไปนอนเอาแรงอย่างมีความสุข เรียกพลังกลับคืนหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

                                           .............................

            ตื่นขึ้นมาตอนเช้า อากาศสดใสดี แต่เย็นนิดๆ จนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาสวม เพื่อนชาวออสซี่ตะโกนถามมาจากในครัวว่าจะเอากาแฟไหม พอตอบรับว่าเอา ก็ถามอีกว่าจะเอา Black หรือ White ได้ยินอย่างนั้นทีไรทำให้ผมอมยิ้นอยู่คนเดียวทุกที... เพราะยังจำความเปิ่นของตัวเองได้เสมอ เมื่อหลายปีก่อนที่มาซิดนีย์เป็นครั้งแรกในชีวิต บนโต๊ะอาหารเช้าในร้านอาหารชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์ที่ผมพัก... เวลาและอารมณ์เดียวกันเหมือนที่บริสเบนนี่แหละ พนักงานเสิร์ฟสาวสวยชาวซิดนีย์คนหนึ่ง หลังจากรับคำสั่งอาหารไปครบแล้ว ก็ถามถึงชนิดของกาแฟที่ต้องการ เธอถามผมว่าต้องการแบบ Black หรือ White อย่างที่เพื่อนผมถามแบบนี้เป๊ะเลย

            ตอนนั้นสมองไวเท่าความคิด หลังจากเงียบอึ้งหาคำตอบไปราว 2 วินาทีเท่านั้น ก่อนรีบตอบกลับไปว่า “ขอ Black” เพราะเดาเอาเองว่า “White” ในความหมายของเธอน่าจะเป็นกาแฟผสมนมมาให้ด้วย

             เรื่องภาษาของคนซีกโลกใต้มีอะไรให้ฉงนอยู่บ่อยๆ ยิ่งไปฟังคนสกอตที่มาอาศัยอยู่ในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง บางครั้งถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกทีเดียว

              อิ่มหนำสำราญ ร่างกายได้สารอาหารแล้ว จะมัวช้าอยู่ไยทำไมเล่า ออกไปเที่ยวกันดีกว่า แต่ก่อนจะเที่ยวบริสเบน เรามาทำความรู้จักที่มาที่ไปของเมืองกันสักเล็กน้อยก่อน

              “Brisbane” ชื่อนี้มาจากชื่อของ Sir Thomas Brisbane อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลล์ ณ ขณะนั้น ซึ่งมีดำริให้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรในเมืองซิดนีย์เมื่อปี ค.ศ. 1821

             คณะสำรวจตอนนั้นนำโดย John Oxley ใช้เวลาในการเลือกทำเลตั้งเมืองอยู่นาน ก่อนจะตกลงใจเลือกที่บริเวณนี้ซึ่งสงบ มีแม่น้ำไหลผ่าน และอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลลึกเข้ามาในแผ่นดินถึง 25 กิโลเมตร น่าจะปลอดภัยจากลมมรสุมที่มักจะพัดเข้าฝั่งของออสเตรเลียอย่างรุนแรงทุกปี

            การเริ่มต้นเกือบไม่มีอุปสรรคใดๆ ในระยะแรกมีชาวซิดนีย์และคนออสเตรเลียจากที่ต่างๆ อพยพเข้ามาเพียง 20,000 กว่าคนเท่านั้น คนกลุ่มแรกนี้เข้ามาบุกเบิกพลิกผืนดินทำการเกษตร ป่าไม้ และสินแร่ที่มีอยู่อย่างมากมาย ทั้งแร่ทองแดง สังกะสี รวมทั้งการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก จนเวลาล่วงผ่านไป 100 กว่าปี ประชากรของบริสเบนปัจจุบันมีเกิน 3,000,000คนไปแล้ว

           เมืองบริสเบนตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำบริสเบนที่ไหลเอื่อยช้าๆ อย่างเกียจคร้าน เนิบนาบจนผิวน้ำแทบไม่กระเพื่อมไหว เมื่อมองจากอาคารสูงจึงดูราวกับมีกระจกบานใหญ่และยาวสะท้อนท้องฟ้าทั้งวันทั้งคืน ยิ่งยามเย็นล่ะก็...ต้องขอแนะนำให้ไปเดินเล่นที่ริมฝั่งแม่น้ำกันทีเดียว รายการนี้นับว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเชียวนะครับ นอกจากจะฟรีแล้ว ยังได้เห็นความงามของเมืองที่หาที่ใดในออสเตรเลียเทียบได้ยาก

             นอกจากได้เห็นความงามของธรรมชาติกันสดๆ แล้ว ยังจะได้เห็นความเจริญของเมืองซึ่งขนานไปทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ สัญลักษณ์นั้นคือหมู่อาคารสูงของบรรดาอพาร์ตเมนต์ต่างๆ และอาคารสำนักงาน โดยมีทางเดินกว้างขวางทำด้วยไม้ทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำ

            ทางเดินเลียบแม่น้ำแบบนี้เป็นความฝันของคนกรุงเทพฯ อย่างผมและของทุกคนในเมืองไทยมาก เพราะขึ้นชื่อว่าเมืองใหญ่แล้ว ความหนาแน่นของเมืองที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีตอันร้อนระอุ คนเป็นล้านๆ (คนในกรุงเทพฯ มีราว 12 ล้านคน) มากมายราวกับมดปลวก และมีวิถีชีวิตหรือที่ถูกคือการดินรนเพื่อความอยู่รอดในเมืองอย่างบ้าคลั่ง ทำให้คนเกิดความเครียดได้ง่ายทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีที่จะลดความตึงเครียดที่เปรียบเสมือนการพองของลูกโป่งคือ ต้องเจาะให้มีรูระบายออกก่อนที่มันจะแข็งเกินไป เจาะแล้วระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ แทนที่จะค่อยๆ แฟบลงทีละน้อยๆ นั่นก็คือต้องมีทางออกให้กับคนที่อาศัยอยู่ในลูกโป่งใบนี้ อย่างเช่นที่ผู้บริหารเมืองบริสเบนเขาทำทางเดินยาวเหยียดริมฝั่งแม่น้ำ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ชาวเมืองได้ใช้เป็นที่พักผ่อนทั้งกายและใจ แค่มาเดินเล่นเฉยๆ หรือมาวิ่งจ๊อกกิงก็เพลินแล้วครับ ซึ่งถือเป็นการคืนกลับให้กับชาวเมืองบริสเบนหลังจากที่ถูกเก็บภาษีแพงๆ มาแล้วอย่างสมน้ำสมเนื้อ

            สำหรับผม ผมชอบมาเดินเลียบแม่น้ำสายนี้ เพราะมันทำให้ใจผมสงบนิ่งได้ บางครั้งก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นในสมองที่เอาไปใช้ในงานได้ เดินมาไกลเหนื่อยแล้วก็มีที่นั่งพักมองเมือง มองสะพาน Victoria Bridge ที่เชื่อมสองฝั่งเมืองเข้าหากัน หรือมองคนเล่นกีฬาทางน้ำชนิดต่างๆ และปล่อยให้ลมจากแม่น้ำที่เย็นสดชื่นกล่อมเกลาจิตใจ

                                                    ..................................

            โดยปกติคนส่วนใหญ่มักจะมาเริ่มต้นเที่ยวเมืองบริสเบนกันที่ศาลากลางของเมืองบริสเบน ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คของเมือง (ในเมืองฝรั่งมีสถานที่ 3 แห่งที่ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญคือ ศาลากลาง โบสถ์ และสถานีรถไฟ)

           ศาลากลางแห่งนี้สร้างด้วยหินทราย จึงดูสง่างามแปลกตากว่าศาลากลางอื่นๆ โดยมีหอนาฬิกาสูงชะลูดขึ้นสู่ท้องฟ้า 85 เมตรอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมเมืองที่ใครๆ ก็ต้องแวะมาถ่ายรูปตัวเองกับศาลากลางสักรูป ก็ถือว่ามาถึงบริสเบนแล้ว

            ด้านหน้าศาลากลางเป็นจัตุรัสเล็กๆ มีรูปปั้นของพระเจ้าจอร์จ อดีตกษัตริย์อังกฤษ งามสง่าอยู่บนหลังม้า จัตุรัสนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า King George Square

           ไหนๆ เมื่อมายืนอยู่ที่ King George Square กันแล้ว ก็จงใช้จังหวะนี้ทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้องไว้ตั้งนานแล้ว นั่นคือการชอปปิง

            บริเวณนี้นับเป็นแหล่งชอปปิงชั้นดี เพราะมีถนนคนเดิน หรือ Walking Street กว้างขวาง สองข้างถนนก็คือห้างสรรพสินค้าและร้านรวงมากมายประดามี สินค้าเมดอินออสเตรเลียมีให้เลือกอย่างจุใจ ตั้งแต่ครีมรกแกะที่คนไทยยังนิยมไม่เสื่อมคลายไปจนถึงสูทชุดสากลเนื้อผ้าดี ผลิตจากฝ้ายคุณภาพสูงที่ปลูกในประเทศนี้ และตัดเย็บด้วยฝีมือประณีต ส่วนราคาก็ไม่โหดร้ายกับกระเป๋าสตางค์เกินไปนัก

            ผมมักใช้เวลาอยู่ที่นี่นานหลายชั่วโมง เพราะถนนเขาน่าเดินครับ ไม่มีรถวิ่งให้ต้องกังวล เนื่องจากรถเขาเอาไปวิ่งใต้ดินแทนครับ เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการเข้าร้านหนังสือ โดยเฉพาะร้านหนังสือเก่าที่มีอยู่หลายร้าน นอกจากนี้ก็เข้าร้านขายซีดีเพลงและหนัง มีหนังเก่าบางเรื่องที่หายากหาเย็นอยู่นานก็ได้จากที่นี่

            หลังจากเดินช็อปปิ้งกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เราไปแถวบริเวณที่เรียกว่า South Bank กันครับ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ มีหอสมุดประจำรัฐตั้งอยู่ จุดเด่นที่อยากนำเสนอคือแนวคิดของผู้บริหารเมืองในการเนรมิตสวนสาธารณะขนาดใหญ่มีเนื้อที่ยาวไปตามความคดโค้งของแม่น้ำ ในสวนนี้มีต้นไม้ใบเขียวให้ร่มเงาในฤดูร้อนได้อย่างดี มีลานทรายขนาดใหญ่ให้ประชาชนใช้เล่นกีฬากลางแจ้งเสมือนอยู่ชายหาดดีๆ นี่เอง เด็กเล็กนั่งตักทรายเล่น ในขณะที่พ่อและแม่นอนอาบแดดอ่านหนังสือโดยไม่จำเป็นต้องไปทะเลเลยก็ได้ มีลู่วิ่งเป็นสัดส่วนสำหรับคนชอบวิ่ง ระหว่างทางเดินมีม้านั่งใต้ร่มไม้หรือกลางแสงแดดให้นั่งพักตามอัธยาศัย จะมาปิกนิกอาหารกลางวันกันก็ได้ แต่ต้องรักษาความสะอาดให้ดี ไม่อย่างนั้นโดนปรับกระเป๋าฉีก

           นอกจากนี้สวนสาธารณะยังกันพื้นที่โล่งให้เป็นลานทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งของรัฐและหน่วยงานเอกชน ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงเชิงวัฒนธรรมหมุนเวียน ทำให้ชาวบริสเบนใช้วันว่างนอกบ้านได้อย่างมีความสุข แบบที่คนมาจากกรุงเทพฯ เห็นแล้วต้องอิจฉาตาร้อนผ่าวอยากได้บ้าง


         เอาเถอะ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย...
ว่าแต่ตอนนี้เราไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับขนมกันดีกว่า


่...

Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.