Money Expo สัญจร โคราช 2008
Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Member Login
Username
Password

สมัครสมาชิกเว็บไซต์ gourmetthai.com เพียงปีละ 100 บาท รับสิทธิพิเศษค้นหาข้อมูลร้านอาหารในเว็บไซต์


Food
Recipes
Street Café
Restaurant Reviews
Shopping
Cookbook
Beverage
Wine
Beer
Whiskey
Soft Drinks
Entertainment
Theatre & Film
Events
Promotion
Privileged Card
Cairns สุดขอบฟ้าทะเลฝันและการจดจำมิรู้ลืม
 
 
Travel Menu
Inbound
Outbound








          ประเทศออสเตรเลียมีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางสุดประมาณ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่แทบใช้ประโยชน์ไม่ได้เพราะเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้ง ยกเว้นพื้นที่ตามแนวฝั่งทวีปซึ่งได้รับอิทธิพลความชื้นจากทะเลที่อยู่รอบด้าน ทำให้แผ่นดินบริเวณดังกล่าวอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาหน่อย

       อย่างไรก็ตาม แม้ออสเตรเลียมี 4 ฤดู แต่ก็ไม่มีหิมะตกหนักเหมือนในยุโรปหรืออเมริกา ฤดูกาลจะสลับเดือนกับประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ เช่น เดือนธันวาคม ทางซีกโลกเหนือจะหนาวเย็นจนถึงขั้นหิมะตก แต่ซีกโลกใต้อย่างออสเตรเลียกลับร้อนระเบิดเถิดเทิง การฉลองคริสต์มาสของชาวคริสต์ในแถบนี้จึงไร้ซึ่งหิมะขาว เสียงเพลงจิงเกอร์เบลดังกังวานท่ามกลางคลื่นความร้อนระอุ และซานตาคลอสต้องออกแจกของขวัญเด็กๆ แบบเหงื่อท่วมตัวอย่างน่าเห็นใจที่สุด ส่วนกวางแรนเดียร์ที่ใช้ลากเลื่อนพาหนะของซานตาก็ไม่ต้องไปหา เพราะเปลี่ยนมาใช้จิงโจ้ลากแทน

      เหตุที่มีแผ่นดินกว้างใหญ่กว่าใครๆ ทำให้ฤดูกาลของออสเตรเลียละม้ายคล้ายคลึงกับหลายๆ ประเทศ เช่น ที่รัฐควีนส์แลนด์ที่ผมกับเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งเลือกไปเที่ยวกันนี้ก็มีสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทย พืชผลต่างๆ จึงดูคล้ายกันมาก มีกระทั่งกล้วยหอม ขนุน ลำไย และอื่นๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่เขาว่ากันก็น่าเจ็บใจนิดๆ ตรงที่พืชเศรษฐกิจที่กล่าวมานี้ว่ากันว่ามีคนไทยแอบเอาพันธุ์ออกมาจากประเทศไทย แถมยังรับจ้างปลูกให้อีกด้วย แต่ธรรมชาติก็คือธรรมชาติ โลกของเราได้กำหนดไว้แน่นอนแล้วว่าอะไรควรอยู่ที่ใด ผลไม้ไทยเหล่านี้แม้จะงอกงามดีในควีนส์แลนด์ แต่ผลผลิตที่ออกมากลับไม่ได้รสชาติเดิมตามพันธุ์ เช่น กล้วยหอม ก็ไม่หอมหวานเหมือนกล้วยหอมไทย ขนุนก็จืดชืด แม้มีความพยายามที่จะนำกลับเข้ามาตีตลาดไทย ก็ถูกคนไทยตีกลับไปด้วยการไม่ซื้อ ก็ขนุนไทยอร่อยกว่าแยะและเป็นของแท้

        การเดินทางจากประเทศไทย ผมเดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินไทยไปลงที่เมืองบริสเบน ก่อนที่จะต่อไปยังเมืองแคร์นส์ (Cairns) เมืองหลวงของรัฐควีนส์แลนด์ เครื่องออกตอน 13.40 น. ไปถึงที่นั่น 11.25 น. แล้วต่อเครื่องบินภายในประเทศอีก 3 ชั่วโมงก็ถึงแคร์นส์ค่ำพอดี อากาศกำลังสบาย แต่เมืองเงียบมาก จะคึกคักเฉพาะบริเวณชายหาดและย่านการค้าเท่านั้น พอดึกหน่อยแค่ 3 ทุ่มถนนก็โล่งจนเหงา

        หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมและเพื่อนจึงได้เลือกมาเที่ยวที่รัฐควีนส์แลนด์กัน ก็เพราะรัฐนี้มีของดีอยู่หลายอย่าง อันดับหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะพวกญี่ปุ่น มุ่งไปที่แคร์นส์ก็เพราะรัฐนี้มีแนวชายฝั่งทะเลยาวเหยียดและมีมรดกโลกทางธรรมชาติใต้น้ำที่ชื่อ “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” (Great Barrier Reef) ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกยาวร่วม 2,000 กิโลเมตร ใหญ่ขนาดนักบินอวกาศสามารถมองเห็นได้จากยานเมื่อมองลงมาดูโลกสีน้ำเงิน

        นอกจากแนวปะการังแล้ว รัฐควีนส์แลนด์ยังมีธรรมชาติที่เป็นป่า ภูเขา และลำธารที่มีน้ำไหลแรงทั้งปี ทำให้รัฐควีนส์แลนด์ขายกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ซึ่งมีทั้งแบบเบาๆ สบายๆ ไปจนถึงแบบหัวหกก้นขวิดตีลังกา สังเกตได้จากแผ่นพับโบร์ชัวร์ที่วางอยู่ตามเคาน์เตอร์ในโรงแรมหรือรีสอร์ตทุกแห่งจะมีโปรแกรมการขายกิจกรรมตามที่กล่าวให้เลือกมากมายไปหมด ซึ่งล้วนแต่น่าสนใจทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ชอบกีฬากลางแจ้ง ไม่กลัวแดดกลัวลมแล้วล่ะก็ รับรองว่าถูกใจทีเดียว

        ก่อนจะออกไปเที่ยวพร้อมกัน ผมอยากพูดถึงที่พักในแคร์นส์สักหน่อย เพราะชอบใจในการออกแบบมาก ที่พักส่วนใหญ่ในเมืองนี้เป็นแบบอพาร์ตเมนต์ คือในหนึ่งยูนิตมีห้องนอนตั้งแต่ 1-3 ห้องพร้อมห้องน้ำ ตรงกลางทำเป็นห้องโถงใหญ่แบบห้องรับแขกพร้อมทีวี-วิทยุครบ ส่วนห้องครัวก็ใหญ่พอที่จะทำครัวได้จริงๆ โดยทางอพาร์ตเมนต์ได้เตรียมเครื่องครัวไว้ให้ครบชุด ทั้งหม้อ กระทะ จานชาม ช้อน แก้วน้ำ และอื่นๆ ที่ครัวทั่วไปควรมี มีกระทั่งผ้าเช็ดมือ ผ้ารองจาน หม้อต้มกาแฟ ส่วนตู้เย็นถึงจะเป็นตู้ขนาดกลาง แต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการพักอยู่ไม่กี่วัน ไม่ได้อยู่ถาวรเป็นเดือนเป็นปี ที่ชอบที่สุดคือมีห้องซักผ้าให้ด้วย โดยมีเครื่องซักผ้าแบบปั่นแห้งในตัวพร้อมผงซักฟอกไว้ให้เสร็จสรรพ ซึ่งผมได้ใช้อย่างคุ้มค่าทุกห้องครับ

         มีคำแนะนำเกี่ยวกับอากาศในแคร์นส์ว่า นอกจากจะแห้งแล้วยังแดดจัดจ้าอีกต่างหาก ดังนั้นควรชโลมผิวด้วยครีมกันแดด (Sun Block) ก่อนออกจากที่พัก และต้องไม่ลืมแว่นกันแดด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญพอๆ กับการมีรองเท้าดีๆ สักคู่ทีเดียว

        การพักผ่อนและท่องเที่ยวในรัฐควีนส์แลนด์นี้พวกผมใช้วิธีเลือกซื้อทัวร์รายวันแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งจะมีรถมารับถึงที่พัก และพาพวกเราไปสมทบกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มีทั้งชาวออสซี่ที่มาจากรัฐต่างๆ ในออสเตรเลีย และนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา แคนาดา ส่วนเอเชียก็มีญี่ปุ่นเจ้าประจำ

       เราเลือกไปชมแนวปะการังของเกรตแบร์ริเออร์รีฟเป็นอันดับแรก โดยทางรีสอร์ตเป็นผู้ประสานงานให้ รถมารับเราตอน 7 โมงเช้า มีเวลาพอที่จะจัดการเรื่องอาหารเช้ากันก่อน

       บริษัททัวร์พาเราไปลงเรือเร็ว แล้วแล่นตัดคลื่นไปยังเรือใหญ่ที่ทอดสมอรออยู่กลางทะเล บนเรือนั้นมีนักท่องเที่ยวรวมกันร่วมร้อยคนเห็นจะได้ เรือลำนี้ใหญ่พอที่จะให้เฮลิคอปเตอร์จอดได้หนึ่งลำ สำหรับให้นักท่องเที่ยวซื้อทัวร์ชมวิวแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลกทางอากาศ ซึ่งผมขอแนะนำเลยครับว่าคุ้มค่ามากแม้จะแพงสักหน่อยก็ตาม แต่ได้เห็นแนวปะการังในมุมสูงที่ทอดตัวยาวอยู่กลางมหาสมุทรสีน้ำเงินใส ได้เห็นเต่าเห็นปลาตัวใหญ่ๆ และฝูงโลมาที่ว่ายน้ำอย่างอิสระ รวมทั้งเส้นขอบฟ้าที่โค้งตามโลกสวยงามจนผมไม่อยากให้การบินครั้งนั้นสิ้นสุดลงเลย

        กิจกรรมบนเรือที่มีให้กับนักท่องเที่ยวต้องเป็นการลงน้ำไปชมชีวิตใต้ท้องทะเลแน่นอน โดยมีอุปกรณ์ให้ยืมฟรี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกการดำน้ำแบบสนอร์เกิลลิ่ง หรือการดำน้ำตื้นๆ พลิ้วไปตามกระแสน้ำ มองโลกใต้ทะเลที่เป็นดั่งอุทยานใต้น้ำอันตระการตาผ่านหน้ากากดำน้ำ นับเป็นประสบการณ์ที่จะต้องจดจำไปนานเท่านาน โดยเฉพาะการมีตีนกบที่ทำให้ผมล่องลอยไปเหนือผิวน้ำได้อย่างรวดเร็วและไม่เหนื่อยเกินไป แต่มีข้อเสียอยู่นิดเดียวก็คือ ถึงแดดจะจัดก็จริง แต่น้ำในมหาสมุทรก็ยังเย็นเกินไปสำหรับผมอยู่ดี มันไม่ได้อุ่นสบายเหมือนน้ำในทะเลอันดามันของไทยเราเลยครับ

        เพื่อนผมบางคนที่เป็นนักดำน้ำลึกหรือแบบสกูบา เลือกที่จะลงไปใต้น้ำเพื่อใกล้ชิดกับปลาต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวบางคนที่อยากมีประสบการณ์แบบนั้นบ้าง แต่ยังดำน้ำและใช้อุปกรณ์ไม่เป็น เขาก็มีครูสอนอย่างเร่งรัดให้ครับ แล้วให้ลงจริงในระดับที่ไม่ลึกนัก พอขึ้นจากน้ำแล้วยังมีใบรับรองว่าได้มาดำน้ำที่เกรตแบร์ริเออร์รีฟให้อีกด้วย!

         กิจกรรมอีกอย่างที่พวกเราได้ทำร่วมกันก่อนแยกย้ายไปเที่ยวแบบส่วนตัวของใครของมันก็คือ การซื้อทัวร์ไปขึ้นบอลลูน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด นั่นเป็นเพราะรถของบริษัทที่เราซื้อทัวร์ไว้จะมารับเราเป็นรายที่สาม แล้วตระเวนรับลูกทัวร์คนอื่นอีกสองที่ รวมผู้โดยสารทั้งหมด 8 คน

        รถตู้พาเราออกไปนอกเมือง ผมนั่งครึ่งหลับครึ่งตื่น ตั้งแต่จำได้ว่าฟ้ายังไม่มีแสงจนเห็นแสงเรื่อเรืองสีแดงอมส้มที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกไกลลิบ นั่นแหละรถจึงมาถึงจุดที่จะขึ้นบอลลูน ได้ยินผู้นำทัวร์บอกว่าต้องทดสอบอากาศก่อน หากอากาศไม่ดีหรือลมไม่เปิดก็จะลอยบอลลูนไม่ได้ นั่นหมายความว่าเราต้องกลับไปนอนต่อ แล้วมาใหม่วันพรุ่งนี้หรือรับเงินคืน แต่จากประสบการณ์ของเขา เขาบอกว่าวันนี้ได้ลอยแน่

         ผมไม่รู้ว่าเขาใช้เครื่องมืออะไรตรวจสอบสภาพอากาศ เพราะราว 20 นาทีผ่านไป ทีมงานก็นำบอลลูนออกกางบนพื้นสนาม แล้วก็เริ่มกระบวนการทำให้ลูกบอลลูนที่ตอนนี้แบนฟีบติดดินมีอากาศเข้าไปขึ้นด้วยความร่วมมือของลูกทัวร์ หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้โดยสารทั้ง 8 คนที่กรูกันเข้าไปช่วยอย่างเก้ๆ กังๆ ตามคำสั่งของทีมงานที่สั่งนั่นสั่งนี่ กิจกรรมแบบนี้พวกฝรั่งชอบมาก นัยว่าได้มีส่วนร่วมในการเดินทางอย่างถึงแก่นจริงๆ แต่คนไทยคงไม่ชอบนัก เราชอบให้เตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาเชิญให้ไปขึ้นบอลลูน

        ตะกร้าหวายขนาดน้องๆ รถเก๋ง คือพาหนะที่จะนำเราทั้งหมดขึ้นฟ้า กัปตันสอนให้ทุกคนรู้วิธีเก็บตัวเก็บหัวเพื่อให้ปลอดภัยเวลาบอลลูนลงสู่พื้นดิน ผมยอมรับว่าชอบการขึ้นมาลอยอยู่บนที่สูงแบบนี้ เนื่องจากบนนี้เงียบมาก อากาศยามเช้าก็แจ่มใส เราได้เห็นแสงแรกของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา ไม่นานนักโลกเบื้องล่างทั้งใบก็ค่อยๆ สว่างไสว พื้นดินกว้างใหญ่ที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมถูกตัดแบ่งเป็นแปลงๆ เหมือนลายเรขาคณิต กัปตันชี้ให้ดูฝูงจิงโจ้ป่าตัวนิดเดียวที่กระโดดหย็อยๆ ตามกันไปเป็นหมู่ บางทีเขาก็บังคับให้บอลลูนลอยต่ำบ้างสูงบ้างเมื่อข้ามหมู่บ้าน ทุ่งนา ป่าละเมาะ

        เราใช้เวลาลอยอยู่บนฟ้าราว 1 ชั่วโมงก็ร่อนลงมาที่ทุ่งนาแห่งหนึ่ง ผมรู้สึกเสียดายตะหงิดๆ เพราะอยู่บนฟ้าก็สนุกดี ดีกว่าต้องมาวิ่งช่วยทีมงานเก็บบอลลูน เพราะถ้าไม่ช่วยทำอะไรเลยก็ดูเหมือนเห็นแก่ตัวไปหน่อย พอเก็บบอลลูนใส่ท้ายรถกระบะเสร็จแล้ว ทีมงานก็เชิญให้ลูกทัวร์ทั้งหมดกินอาหารเช้าที่เตรียมมาแบบปิกนิก มีการเปิดแชมเปญแจกด้วย นัยว่าเพื่อฉลองความสำเร็จของการบินวันนี้ มีข้อน่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ ทีมงานได้เตรียมแชมเปญหนึ่งขวดไว้ให้กับชาวนาที่เป็นเจ้าของทุ่งนาที่บอลลูนใช้เป็นสนามร่อนลง ประมาณว่าเป็นค่าธรรมเนียในการยืมสถานที่ นับว่าเป็นประเพณีที่น่ารักดี

         ผมและเพื่อนอยู่เที่ยวเมืองแคร์นส์กัน 1 สัปดาห์ ซึ่งมีเวลามากพอที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ตามความชอบของแต่ละคน บางคนสมัครใจที่จะเดินเล่นในเมือง นอนอ่านหนังสืออยู่เฉยๆ ในห้อง บางคนซื้อทัวร์ไปดูหนอนเรืองแสง บางคนไปขี่ม้า หรือขับรถเที่ยว พวกชอบดูนกก็ไปซุ่มดูนกแปลกๆ พอกลับมาเจอกันที่อพาร์ตเมนต์ก็คุยฟุ้ง ส่วนผมกับเพื่อนอีกคนไปล่องแก่งกันครับ แก่งที่นี่น้ำแรงและลึกกำลังดี มีน้ำตกระหว่างทางและหน้าผาเล็กๆ ให้ได้หวาดเสียวเป็นระยะๆ ด้วย ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษคือผู้นำทัวร์ประจำแพของเราที่เก่งกาจจริงๆ เขาแกล้งทำให้พวกเราตกน้ำบ้าง ใช้ความชำนาญทำให้แพพลิกคว่ำเองอย่างไม่ตั้งใจ (ทั้งๆ ที่ตั้งใจ) รวมถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมที่เป็นวัยรุ่นอเมริกันจอมซ่าทั้งก๊วน แต่น่ารักและมีน้ำใจต่อกันมาก ทั้งหมดเป็นส่วนผสมที่ทำให้การล่องแก่งของผมวันนั้นถือได้ว่ายอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

        ก่อนกลับไปบริสเบนในวันรุ่งขึ้น พวกเราออกมายืนหน้าระเบียงห้อง เวลานั้นดึกมากแล้ว ผู้คนทั้งเมืองน่าจะเข้านอนกันหมด เพราะแสงไฟฟ้าตามถนนเริ่มลดน้อยลง ป้ายโฆษณาหรือไฟตามบ้านก็ปิดกันเกือบหมด ทำให้เห็นท้องฟ้าเหนือเมืองแคร์นส์เป็นเหมือนผ้าสีดำผืนใหญ่ หมู่ดาวเกลื่อนฟ้าระยิบระยับ ใครคนหนึ่งในกลุ่มของเราที่เป็นนักดาราศาสตร์ชี้ให้ดูกลุ่มดาวที่ผมไม่เคยเห็นหรืออาจไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน

        “จะเห็นได้ไง เพราะ ‘เซาเทิร์นครอส’ เห็นได้เฉพาะคนที่อยู่ซีกโลกใต้เท่านั้น”

         ผมมองหมู่ดาวเซาเทิร์นครอสที่กะพริบวิบวับแล้วนึกถึงสัญลักษณ์ของธงชาติออสเตรเลีย นั่นอย่างไรความอัศจรรย์เหนือท้องฟ้าของแคร์นส์ที่ให้คุณค่าแห่งการจดจำทั้งยามสว่างและยามค่ำ ทั้งบนฟ้า บนดิน และใต้น้ำ
ผมคงคิดถึงเมืองนี้ไปชั่วชีวิตจะหาไม่...



Home | Recipes | Street Cafe | Travel | Shopping | Happy Meal | Star Choice | Nutrition | Health Care
Tools & Tips | Events | Restaurant Guide | About Us | Contact Us | Subscribe | Search Restaurant
Moutain

Free Best Web Direcoty| Ladies Dress Cocktail Dress| Ladies Clothing| E-Commerce E-marketing| Travel information| News Franchising
Number of visitors :00437010
Any contents on this site are the properties of Gourmetthai.com
Copying, reprinting, or publishing in any format are prohibited.
Please contact info@gourmetthai.com for legal permission.