ทะเลสาบที่อยู่ในโลกมีทั้งหมดกี่แห่งผมก็มิอาจทราบจำนวนได้ แต่เท่าที่มีโอกาสไปเห็นมาหลายแห่งก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ยังติดตาตรึงใจมิรู้ลืม แม้จะจากมาหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปีแล้วก็ตาม พอคิดถึงใจก็ล่องลอยไปหาเกือบจะทันที นั่นเท่ากับมันได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นที่รักและประทับใจผมมากกว่าทะเลสาบแห่งอื่นๆ เกือบทั้งหมด เช่น ทะเลสาบในหุบเขาแอสเบอร์กิ (Asbyrgi Canyon) ในไอซ์แลนด์ แม้พื้นน้ำจะมีขนาดเล็ก แต่เป็นเล็กพริกขี้หนู เนื่องจากหลบซ่อนตัวอยู่ด้านในแคนยอนค่อนข้างลึก จึงพ้นหูพ้นตาการค้นพบของนักสำรวจอยู่นาน ตอนที่ผมเดินทางไปถึงครั้งแรก ผมถึงกับทึกทักเอาเองในใจว่า ถ้ามีบ้านเล็กๆ สักหลังอยู่ริมทะเลสาบแห่งนี้ ผมคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกคนหนึ่งทีเดียว เพราะมันสงบ มันนิ่ง และธรรมชาติรอบๆ ตัวไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ เฟิน มอส และสัตว์ป่าน้อยๆ อย่างกระรอก นกเป็ดน้ำหลายชนิด ล้วนทำให้บริเวณนั้นเป็นราวกับสรวงสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของทะเลสาบที่ผมประทับใจ ซึ่งยังมีอีกมากในประเทศต่างๆ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษแถบสกอตแลนด์ อิตาลี หรือในนิวซีแลนด์ เป็นต้น ที่มีความน่ารักแตกต่างกันไป องค์ประกอบสำคัญของความประทับใจในทะเลสาบที่ว่านั้นมีความแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ช่วงเวลา และความรู้สึกของผม ณ ขณะนั้นเป็นที่ตั้ง ซึ่งทำให้ความประทับใจของผมอาจจะแตกต่างไปจากของผู้อื่นอยู่บ้าง ที่บังเอิญเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลหรือรักทะเลสาบเหมือนๆ กับผม และหนึ่งในความประทับใจทะเลสาบทั้งหมดนั้น สำหรับในแถบเอเชีย ผมขอยกให้ทะเลสาบที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเราครับ นั่นก็คือทะเลสาบอินเล (Inle Lake) ทะเลสาบอินเลตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่าในเขตรัฐฉาน อันเป็นชนชาติหนึ่งในประเทศพม่า ปัจจุบันถือเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงนิเวศขึ้นชั้นระดับโลกไปแล้ว เนื่องมาจากความสดใหม่แบบแกะกล่องของตัวทะเลนั่นเอง ซึ่งหากเปรียบแล้วก็เป็นเหมือนน้ำหวานของดอกไม้ดอกใหญ่ที่ธรรมชาติมีไว้ใช้ดึงดูดแมลงให้มาดอมดม และเหล่าแมลงที่มาชิมน้ำหวานในเกสรดอกไม้ เมื่ออิ่มแล้วก็บินไปบอกกับสมัครพรรคพวกให้รีบๆ มากินบ่อน้ำหวานบ่อนี้เสียก่อนที่น้ำหวานจะเหือดแห้ง หรือดอกไม้แสนสวยดอกนั้นจะเหี่ยวเฉาไปตามธรรมชาติ ฉันใดก็ฉันนั้น...ทะเลสาบอินเล เวลานี้ก็คงไม่ผิดอะไรกับบ่อน้ำหวานของดอกไม้ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชอบความสดใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวที่เพิ่งถูกเปิดออกสู่โลกภายนอกได้ไม่นานแบบแกะกล่องใหม่ๆ แม้นว่าการเดินทางอาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยก็ตามที และสถานการณ์ในประเทศพม่าก็ยังอึมครึมอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับมาตรฐานต่างๆ ยังมีน้อย ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากๆ ได้ ทำให้ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนดินแดนแห่งนี้ยังมีจำกัด แต่ก็คาดว่าคงอีกไม่นานปีหรอก สิ่งอำนวยความสะดวกคงวิ่งตามทันกับจำนวนความต้องการเป็นแน่ แล้วอะไรกันเล่าที่ทำให้ผมและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ หลงเสน่ห์ของทะเลสาบอินเลเข้าให้อย่างจัง จนต้องนำไปประกาศแบบปากต่อปาก... เท่าที่ผมพอสรุปได้น่าจะเป็นเรื่องของสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ซึ่งมีความหมายต่อการท่องเที่ยวแบบนี้มาก ที่สำคัญชนเผ่าเหล่านี้มีความแตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวพื้นเมืองที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบ ผู้มีอาชีพทำการประมงและการเกษตรแบบไม่เหมือนใครอีกด้วย ความแปลกพิสดารที่ไม่เหมือนใครอย่างที่ว่านี้ ประการแรกซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์เด่นที่สุดของทะเลสาบอินเลก็คือ การเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยเรือในทะเลสาบ แทนที่พวกเขาจะใช้มือจับพายแล้วพายเรือไป พวกเขากลับใช้เท้าจับพายแทน และพืชผักต่างๆ ที่พวกเขาปลูกก็ปลูกกันบนน้ำเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ แทนที่จะปลูกบนชายฝั่งเหมือนเกษตรกรที่อื่นๆ เบื้องหลังภูมิปัญญาแบบบ้านๆ นี้มาจากบรรพบุรุษของชาวอินตา (Intha) ที่มีรากเหง้ามาจากการอพยพลงมาจากเมืองพุกาม พวกเขาเรียนรู้ที่จะนำสาหร่ายในทะเลสาบซึ่งมีอยู่มากมายขึ้นมาตากแห้ง เมื่อได้จำนวนมากพอแล้วก็นำมารวมกันเป็นแพ โดยใช้ไม้ไผ่ปักยึดเอาไว้ กันแพสาหร่ายลอยตามน้ำตามลมไป เมื่อได้สาหร่ายจำนวนมากขึ้น พื้นที่แพที่เคยทำแค่ไม่กี่เมตรก็ขยับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีการลอกเอาโคลนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุขึ้นมาผสม ทำให้เครื่องปลูกอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ยิ่งนานปีไป แพปลูกต้นไม้ก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นๆ จนกลายเป็นแพสุดลูกหูลูกตาขนาดมหึมาอย่างที่เห็น ส่วนพืชที่นำมาปลูกบนเครื่องปลูกแบบง่ายๆ นี้คือมะเขือเทศ แหล่งข่าวของผมแจ้งว่า มะเขือเทศเหล่านี้นำพันธุ์มาจากประเทศไทย เนื่องจากให้ผลผลิตสูง ไม่ขี้โรค แต่เพราะต้องการผลผลิตที่ดีกว่าปกติจึงมีการใส่ปุ๋ยเคมีเร่งเหมือนการปลูกพืชทั่วๆ ไป ยังผลให้มะเขือเทศพันธุ์ไทยออกดอกออกผลทั่วทั้งคุ้มน้ำตามริมฝั่งของทะเลสาบ แต่ยิ่งใช้ปุ๋ยและสารเคมี แม้ผลผลิตจะมีให้มากมาย แต่ห้ามไม่ได้ที่ปุ๋ยส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ทะเลสาบ และทำให้สาหร่ายในน้ำเจริญเติบโตแบบพรวดพราดไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาในการสัญจรไปมา เพราะสาหร่ายเข้าไปพันอยู่ในใบพัดของเรือหางยาวที่ชาวอินตาใช้เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ดังนั้นนานทีปีหนจึงมีการขุดลอกคลองเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ความแปลกแต่จริงของการปลูกพืชบนน้ำแค่นี้ก็ทำเอาคนภายนอกอดใจไม่ไหวกันแล้ว ยิ่งเมื่อเพิ่มความสดของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และจารีตประเพณีดั้งเดิม ที่ยังไม่ถูกสังคมโลกาภิวัฒน์ไปทำลายมากนักเข้าไปอีก ทำให้ดินแดนแห่งนี้เป็นเสมือนย้อนเวลากลับไปสู่อดีตที่สังคมโลกยุคดิจิตอลไม่มีวันมีได้อีกแล้ว และทุกวันนี้ยังกลับมาแสวงหากันอยู่ การย้อนเวลาของชนเผ่าทั้ง 135 เผ่าที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบอินเลเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวในดินแดนแถบนี้ คนที่นี่เรียกได้ว่ายังไม่ถูกกระแสแฟชั่นแบบสากลบุกเข้ามาครอบงำมากนัก ผู้ชายส่วนใหญ่ยังนุ่งโสร่งกันอยู่จนเกือบจะเรียกได้ว่าหาที่สวมกางเกงแทบไม่เจอ แม้ว่าเขาจะสวมเสื้อเชิ้ตก็ตาม ในขณะที่ผู้หญิงดูจะไม่ค่อยยอมรับวัฒนธรรมจากต่างแดนที่อาจมาเปลี่ยนแปลงประเพณีของเผ่าพันธุ์ตนมากนัก ส่วนมากยังสวมใส่เสื้อผ้าตามแบบประเพณีนิยมดั้งเดิม เผ่าใครเผ่ามัน สีสันของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจึงละลานตาไปหมด โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาไปชอปปิงที่ตลาดนัด ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามจุดต่างๆ รอบทะเลสาบ ตามนัดหมาย เพราะทะเลสาบอินเลมีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตร และกว้างถึง 10 กิโลเมตร ดังนั้นนักท่องเที่ยวคนใดสนใจภาพชีวิตขนาดใหญ่ของชนเผ่าที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบอินเล ขอแนะนำให้มาชมได้ที่ตลาดนัด แล้วอาจช็อกกับค่าครองชีพที่ถูกแสนถูก เช่น ชาร้อนใส่นม 2 ถ้วยกับขนมแป้งทอดหลายชิ้น ราคารวมกันยังไม่ถึง 5 บาทเลย เรื่องน่าแปลกที่เกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้คือ ความเป็นมิตรของคนที่นี่มีค่อนข้างสูง ผมรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกล้าพูดได้ว่า แม้ในเมืองใหญ่ที่เจริญแล้วก็มิอาจสู้ได้ ผู้คนที่นี่ยิ้มแย้ม ไม่มีนิสัยลักขโมย สุภาพอ้อนน้อม และระลึกอยู่เสมอว่านักท่องเที่ยวคือแขกผู้มาเยือน จะต้องต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเวลาผมไปที่ไหนจึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจนรู้สึกได้ อย่างเช่นวันหนึ่งผมไปเที่ยวที่หมู่บ้าน อินเดียว ซึ่งเป็นหมู่บ้านโบราณที่มีอายุกว่า 200 ปี หมู่บ้านนี้ต้องนั่งเรือเข้าไปตามลำคลองที่ขุดขึ้นเพื่อทำชลประทาน น้ำในคลองใสสะอาด หญ้าที่ขึ้นริมชายฝั่งพลิ้วไหวตามแรงลมที่พัดให้ความเย็นระรื่นชื่นใจ ความสดสะอาดของสายลมทำให้ร่างกายรู้สึกถึงความเบาสบาย จนผมต้องเอนหลังเกือบจะอยู่ในท่านอนไปบนเก้าอี้ในเรือ พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ผมบอกไม่ถูกว่าผมมองอะไรในตอนนั้น รู้แต่เพียงว่าบรรยากาศมันช่างเหมือนฝันจริงๆ มันไม่ได้งดงามแบบสวนดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอยู่ตามสวนใหญ่ๆ ของโลก ไม่ได้ดูหรูหราเหมือนนั่งเรือชมคลองในอัมสเตอร์ดัม ในปารีส หรือแม้แต่ในลอนดอน แต่มันสวยและดูเป็นผู้ดีเทียบชั้นเมืองใหญ่ๆ ที่ผมยกตัวอย่างมาด้วยตัวของมันเองแท้ๆ เมื่อถึงหมู่บ้านอินเดียว ผมต้องเดินขึ้นเนินสูง และด้วยความที่เคยเป็นเมืองโบราณมาก่อนถึง 200 ปี ในอดีตทั้งกษัตริย์และประชาชนชาวอินตามีความเชื่อในเรื่องของบุญกรรมตามหลักพุทธศาสนา คนยุคนั้นมีศรัทธาสร้างเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชานับร้อยๆ องค์ ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามกำลังทรัพย์ของคนในยุคนั้น มาถึงยุคนี้ เจดีย์ที่ผุพังไปตามกาลเวลาและถูกปกคลุมด้วยวัชพืชก็ยังดูขลังและศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมื่อ 200 ปีก่อน ด้านในวิหารมีพุทธศาสนิกชนทั้งชายหญิงชาวอินตาหลายวัยมาร่วมกันทำบุญ ความประทับใจเกิดขึ้นทันทีเมื่อผมเดินเข้าไปถึงข้างในที่กำลังมีงานพิธี ผมได้รับการต้อนรับด้วยการขยับหลีกทางเป็นช่องให้เดินเข้าไปได้สะดวก ไม่ว่าจะต้องการเดินไปมุมไหนก็ตาม กระทั่งไปนั่งอยู่แถวหน้าใกล้กับพระผู้ใหญ่ที่นั่งอมยิ้มเป็นประธานมองอยู่ ความเป็นผู้มีใจกว้างและปล่อยวางสบายตามแบบชาวพุทธของชาวอินตาที่อาศัยอยู่รอบๆ ทะเลสาบซึ่งมีต่อนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นกับผมอีกครั้ง เมื่อผมมีโอกาสได้เข้าร่วมในการแข่งขันพายเรือ โดยได้ลงไปยืนในเรือแข่งที่มีฝีพายด้วยเท้าร่วมร้อยคน ไม่น่าเชื่อว่าผมสามารถกลมกลืนไปกับพวกเขาได้ และพวกเขาก็กลมกลืนเอาผมไปเป็นพวกเดียวกันในทันทีที่เรือเคลื่อนตัวออกจากหลักปล่อยกลางทะเลสาบ แม้เรือลำที่ผมลงแข่งด้วยจะไม่ได้รับชัยชนะ แต่ผมได้สัมผัสรับรสแห่งพลังสามัคคีของชาวอินตาทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายวัย ที่พร้อมใจกันพาย พร้อมใจกันเชียร์สุดเสียง อารมณ์ขณะนั้นและเสียงจ้ำบึกๆ ของการใช้เท้าเกี่ยวพายจ้วงลงไปในน้ำ ยังเป็นภาพที่ผมจะจำไว้ตลอดชีวิต ว่าครั้งหนึ่งผมได้มาที่นี่...และได้รัก...