เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เปรียบเสมือนดินแดนในความฝันที่คนทั้งโลกปรารถนาจะไปเยี่ยมเยือน
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย ยิ่งเป็นนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ที่เพิ่งได้โอกาสออกเดินทางสู่โลกกว้างเป็นครั้งแรกด้วยแล้ว
ถ้าเงินถึงและมีเวลาเพียงพอ เชื่อได้เลยว่าพวกเขาต้องเลือกเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ก่อนเป็นอันดับแรก
ด้วยค่าที่ประเทศนี้มีวิวทิวทัศน์สวยงามสดใสราวกับภาพฝันที่ไม่ใช่ของจริง
จึงไม่แปลกที่สวิตเซอร์แลนด์จะมีแต่ความงาม (ในสายตานักท่องเที่ยว)
โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงของพืชพรรณธรรมชาติไปตามสภาพอากาศในฤดูกาลทั้งสี่
ด้วยเหตุที่สวิตเซอร์แลนด์มีภาพลักษณ์ของดินแดนชวนฝันและมีเสน่ห์น่าหลงใหลยิ่งกว่าประเทศใดๆ
ในสายตาชาวโลกนี่เอง ผู้คนจำนวนมากจึงยอมทุ่มซื้อตั๋วเครื่องบินและยินดีจ่ายค่าโรงแรมแพงๆ
เพียงเพื่อแลกกับการได้มาเยือนสวิตเซอร์แลนด์สักครั้งหนึ่งในชีวิต
แม้จะเพียงชั่วเวลาไม่นานก็ตาม
อย่างไรก็ตาม
ก่อนจะมาเป็นสมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบันนี้ บรรพบุรุษของชาวสวิสยังเป็นเพียงชนเผ่าย่อยๆ
ที่อาศัยกระจัดกระจายทั่วไปตามที่ลาดเชิงเขาสูง ก่อนจะถอยร่นลงมายังที่ลาดเชิงเขาในพื้นที่ต่ำกว่า
แต่การเป็นชุมชนบนภูเขาที่แยกกันอยู่เป็นเวลาเกือบพันปี ทำให้พวกเขาไม่เข้มแข็งพอจะต่อสู้กับชนกลุ่มอื่นที่ต้องการขยายดินแดนเข้ามาในแถบนี้
ดังนั้น เมื่อมีการรุกคืบของเพื่อนบ้านรอบข้างทั้งออสเตรีย เยอรมนี
อิตาลี หรือแม้แต่ฝรั่งเศส จึงเป็นเหตุให้ชุมชนบนภูเขาสูงแถบนี้รวมกันเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้
ตามคติที่ว่ารวมกันเราอยู่ (แยกกันเสี่ยงตายหมู่)
ในประวัติศาสตร์การสร้างชาติของสวิตเซอร์แลนด์นั้น
เริ่มจากสงครามระหว่างชนเผ่าดั้งเดิมกับกองกำลังทหารของจักรวรรดิออสเตรียและเยอรมนี
ซึ่งมีขึ้นหลายครั้งหลายหน และก่อให้เกิดวีรบุรุษหลายคน ตำนานคนหนึ่งในจำนวนนั้นคือ
อาร์โนลด์ ฟอนวินเคลรีด ที่กล้าหาญยอมเอาตัวเข้าแลกกับหอกยาวของทหารออสเตรีย
เพื่อเปิดช่องให้เพื่อนทหารชาวสวิสที่มีเพียงขวานตัดไม้ได้เข้าต่อสู้แบบประชิดตัว
อันเป็นลักษณะการต่อสู้ที่ชาวสวิสภูเขาถนัดที่สุด และเป็นกลยุทธ์ที่สามารถรุกไล่ศัตรูให้พ่ายไปได้
ความเก่งกาจและการต่อสู้อย่างทรหดเป็นต้นกำเนิดของอาชีพ
ทหารสวิสรับจ้าง ในเวลาต่อมา เมื่อคู่กรณีไม่อยากลงไปแลกกันเอง
ซึ่งเป็นเรื่องที่มีเล่ห์กลและอุบายทางการเมืองสอดแทรกอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ได้ตั้งตัวเป็นกลาง
และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกแล้ว ส่วนความเป็นกลางแบบสวิสจะดีหรือไม่
ก็ถือว่าพวกเขาได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เรียบร้อยแล้ว
หลังจากเกริ่นประวัติและความเป็นมาของสวิตเซอร์แลนด์ให้ได้รู้กันพอสมควร
ผมก็ขออนุญาตพาไปเที่ยวกันบ้างล่ะทีนี้
.....................
หน้าร้อนปีที่แล้ว
ผมเดินทางไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงก้องโลก
ชื่อว่า Grindelwald
เมืองนี้เล็กจริงๆ ครับ มีศูนย์กลางของเมืองที่กว้างประมาณจังหวัดแม่ฮ่องสอนของเราได้
แต่พลุกพล่านเอาเรื่องทีเดียว โดยเฉพาะในหน้าร้อน ผู้คนยิ่งต้องการสัมผัสอากาศบริสุทธิ์
จึงออกมาเดินบนบาทวิถีกันขวักไขว่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งน่ารักมากๆ
เพราะพวกเขาต่างจูงมือกันมาเป็นคู่ๆ แบบสองคนตายาย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนแก่นะครับ
หนุ่มๆ สาวๆ ที่นี่ก็แยะ หรือที่มากันเป็นครอบครัวก็มาก เดี่ยวๆ
อย่างผมก็ไม่น้อย โดยเฉพาะพวกแบ็กแพ็กนี่เห็นมาพร้อมกับไม้สกีอันยาวที่เห็นจากหลังเป้ใบเขื่อง
ผู้คนมากมายแบบนี้ล่ะครับที่ทำให้ร้านอาหารแน่นขนัดไปหมด
ไม่เว้นแม้แต่ร้านฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกันที่ชาวยุโรปไม่ค่อยชอบกันนัก
รวมถึงร้านขายของเกือบทุกประเภทก็ขายดิบขายดีจนน่าอิจฉาทีเดียว
เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาจากยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มกระเป๋าหนักอยู่แล้ว
เนื่องจากพวกเขาใช้เงินยูโรซื้อ คนไทยอย่างผมก็ได้แต่มอง เพราะของแพงจนจับไม่ลง
ขนาดมีดพับสวิสแท้ที่ผมอยากได้อันใหม่ เพราะของเก่าใช้มานานจนเริ่มเบื่อ
พอไปมองๆ ในตู้แล้วเห็นราคาก็มีอันต้องเปลี่ยนใจ ไม่เอาดีกว่า
ถือเสียว่าของเก่ายังคมอยู่ จะเปลี่ยนทำไม!?
ส่วนนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียที่เห็นมากที่สุดก็หนีไม่พ้นขาประจำผู้รวยจริง
ซื้อของไม่ต่อราคาและแสนสุภาพ ซึ่งก็คือชาวญี่ปุ่นนั่นเอง
ญี่ปุ่นเป็นนักท่องเที่ยวที่ทั่วโลกต้องการมากที่สุด
และการมาเที่ยว Grindelwald ของพวกเขาก็มีทั้งเป็นคณะใหญ่
เป็นกลุ่มเล็กๆ หรือเฉพาะพวกหนุ่มๆ สาวๆ ก็มาก พวกนี้เก่งครับ
ชอบใช้ชีวิตแบบฝรั่ง ท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเองเพียงแค่มีหนังสือไกด์บุ๊กภาษาญี่ปุ่นอยู่เล่มเดียว
เพราะในนั้นบอกไว้ละเอียดหมดว่าเดินทางไปอย่างไร ถึงแล้วจะกินที่ไหนถึงอร่อย
นอนที่ไหนสะอาดและปลอดภัย จะขึ้นเขาไปชมวิวควรตื่นกี่โมง และนั่งรถไฟขบวนไหนราคาเท่าไร
รถออกเวลาไหน ถ้าพลาดขบวนนี้แล้วจะไปขบวนไหนได้อีก เรียกว่าไม่ต้องจ้างคนนำทางก็มาเที่ยวได้อย่างสะดวกสบายไม่แพ้เจ้าของประเทศ
จนบางครั้งผมก็อยากให้เมืองไทยมีหนังสือนำเที่ยวแบบนี้บ้าง เราจะได้ไม่ต้องรู้ไปหมดทุกภาษา
แต่สามารถออกท่องเที่ยวไปไกลๆ ได้โดยไม่ต้องห่วงอุปสรรคเหล่านี้
นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำแล้ว
Grindelwald ยังเป็นเมืองหน้าด่านของการเดินทางขึ้นไปชมความงามบนยอดเขา
Jungfraujoch ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 11,333 ฟุต ดังนั้น
การจะขึ้นไปชมความงามบนยอดเขาได้จึงต้องใช้บริการรถไฟครับ
รถไฟของสวิตเซอร์แลนด์เป็นประดิษฐกรรมที่น่าทึ่งมาก เพราะไม่ได้วิ่งบนพื้นราบอย่างรถไฟทั่วๆ
ไป แต่เป็นเส้นทางที่สร้างให้ไต่ขึ้นไปตามความลาดชันของภูเขาที่สูงสลับซับซ้อนกันหลายๆ
ลูก ทำให้ต้องก่อสร้างรางแบบสลับฟันปลา และต้องแวะต่อรถหลายครั้งตามระดับความสูง
ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยครับ
เพราะได้ชื่อว่ามาตรฐานสวิสแล้ว รับรองหายห่วง หน้าที่ของพวกเรามีเพียงเพลิดเพลินกับวิวสองข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ทุกวินาที แค่กะพริบตา วิวสวยที่เห็นเมื่อสักครู่ก็จะเปลี่ยนไปแล้ว
แต่วิวใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็สวยไปอีกแบบเช่นกัน และนี่ล่ะมนต์เสน่ห์ของสวิตเซอร์แลนด์
ประเทศที่ขายวิวสวยๆ อย่างเดียวก็อยู่ได้สบายมาก เพราะวิวทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการจัดฉาก
หากเป็นภาพชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาที่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นจริงๆ
ผมเชื่อว่าแค่ได้เห็นกระท่อมหรือบ้านที่สร้างด้วยไม้ซุง (บ้านในชนบทส่วนใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์สร้างด้วยไม้เกือบทั้งหมด)
หน้าบ้านมีกระบะดอกไม้สีสด ทั้งแดง ขาว ชมพู และอื่นๆ อีกหลายสี
แค่นี้นักท่องเที่ยวก็กรี๊ดสนั่นแล้ว
การสร้างบ้านด้วยไม้และใช้รูปทรงแบบสวิสดั้งเดิมนั้นมีเหตุจูงใจอยู่เบื้องหลังเหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าชาวบ้านอยากจะทำกันเองแต่ฝ่ายเดียวนะครับ ความจริงแล้วรัฐบาลสวิสมีส่วนผลักดันด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยเรื่องภาษี
คือถ้าใครสร้างบ้านอยู่อาศัยแบบโบราณนิยม (ภายในจะสมัยใหม่ก็ไม่ว่ากัน
แต่ภายนอกต้องดูเป็นสวิสแท้) จะได้ลดภาษี ส่วนอาคารที่ออกแบบสไตล์โมเดิร์น
(เสียมิมี) จะต้องเสียภาษีเยอะมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝรั่งเขากลัวกันนัก
เพราะมีการเก็บจริงจ่ายจริงกันด้วยตัวเลขสูงๆ เสมอ
แต่การลดภาษีให้กับบ้านที่สร้างสไตล์สวิสแท้ก็เป็นไปเพื่ออนุรักษ์ความเป็นสวิสไว้
และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นธุรกิจที่ยังทำเงินต่อไป
เพราะรู้กันอยู่ว่านักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวิสชอบดูความเป็นสวิสแบบดั้งเดิม
ไม่ใช่สวิสสมัยใหม่ และเดี๋ยวนี้การท่องเที่ยวได้แทรกเข้าไปในทุกหย่อมหญ้า
จนกล่าวได้ว่าชาวสวิสทั่วประเทศที่มีจำนวนเพียง 7 ล้านกว่าคนประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งถึงกว่า
80 เปอร์เซ็นต์
ทีนี้ถัดจากสถานีต้นทางของเมืองสูงขึ้นไปอีกนิดเป็นสถานี
Kleine Scheidegg ที่ต้องขอแนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้ให้พร้อม
เพราะธารน้ำแข็งแห่งแรกสุดกำลังจะเริ่มปรากฏตัวให้เห็น เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งธารน้ำแข็ง
ชาวยุโรปนิยมเดินทางมาที่
Grindelwald เพื่อพักผ่อนตากอากาศและเล่นสกีกันตั้งแต่เมื่อเกือบ
200 ปีก่อนแล้ว ทำให้สกีรีสอร์ตใน Grindelwald ได้รับการพัฒนาเรื่อยมา
จนจัดได้ว่ามีความทันสมัยและดีเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ด้วยเหตุนี้จึงต้องจองห้องพักที่นี่กันแบบข้ามปี
เพราะถ้ารอจนถึงฤดูหนาวที่เป็นฤดูสกีแล้วล่ะก็ ใครไม่ได้จองก่อนเป็นอันหมดสิทธิ์ได้พักที่นี่อย่างแน่นอน
(แต่คนไทยคงไม่นิยมไปเที่ยวช่วงนั้นเท่าไร เพราะสกีไม่ใช่กีฬาโปรด
และสภาพอากาศก็หนาวจนเกินกว่าจะมีความสุขได้นานๆ)
ว่ากันว่าในปัจจุบันมีห้องพักทั้งถูกและแพงหูดับตับไหม้ประมาณ
10,000 ห้องกระจัดกระจายไปทั่วตั้งแต่กลางเมืองไปถึงบนเขา และส่วนใหญ่เป็นอาคารที่พักที่ปลูกสร้างตามแบบสวิสดั้งเดิมโดยใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก
เพื่อให้สมกับที่เป็นหมู่บ้านไม้สนภูเขา เพราะชื่อตามความหมายเดิมของ
Grindelwald มาจากรากศัพท์ภาษาเยอรมันที่ใช้กันอยู่ในแถบนี้ว่า
Grindel ซึ่งหมายถึงไม้ซุงที่ใช้ทำกำแพง คำว่า Grindelwald
จึงหมายถึงกำแพงป่าที่ล้อมรอบเมือง และปัจจุบันแม้การท่องเที่ยวจะเข้ามาแทนที่การเกษตรซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวสวิสโบราณไปแล้ว
แต่เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปบนภูเขาก็ยังเห็นป่าสนจำนวนมากขึ้นเขียวพรึบไปจนถึงยอดเขาที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุม
ฉะนั้น ภายใต้ความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศน่าท่องเที่ยวแห่งนี้จึงเหมือนมีบางอย่างที่แฝงให้เราตระหนักว่า
การอนุรักษ์และส่งเสริมที่ทำควบคู่กันไปอย่างถูกวิธี ย่อมทำให้ทุกสิ่งดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
|