ลัดฟ้ามาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิครึ่งคืนก็ถึงสนามบินฮีทโธรว์ของกรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ ที่นี่ความวุ่นวายก็ยังคงมีอยู่ สนามบินนานาชาติของอังกฤษแห่งนี้ตามสถิติเขาว่ามีเครื่องบินขึ้นลงถี่ยิบมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ทำให้ห้องรับรองผู้โดยสารไม่เคยเหงาเลยสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นเช้า
สาย บ่าย เย็น หรือรอบดึก คนแน่นครืดทุกครั้งไป ยิ่งตอนนี้มีการตรวจเข้มระดับสีแดงขึ้น
เพราะข่าวการก่อการร้ายยังมีออกมาเป็นระยะๆ ผู้โดยสารจึงต้องไปถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องออกถึง
3-4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และแม้แต่ขาเข้าก็มีการตรวจเข้มเหมือนกัน
กว่าจะผ่านเจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองออกมาได้ก็ถูกกล้องส่องมองหน้าแล้วมองหน้าอีก
จนแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายนั่นแหละ เสียงปั๊มตรากระแทกให้ผ่านลงบนกระดาษของหนังสือเดินทางจึงได้ดังขึ้น
ทำราวกับเป็นเสียงสวรรค์กระนั้น
เฮ้อ!...ขอวีซ่าก็ยากแล้ว
ยังเข้าประเทศยากอีก
ออกมาสูดอากาศเย็นช่วงเปลี่ยนฤดูพอดี
ลอนดอนจึงฉ่ำไปด้วยฝนและอากาศเย็นชื้นแบบแฉะๆ ผู้คนแต่งชุดกันฝนและลม
ถือร่มสีดำที่เสมือนเป็นเครื่องแต่งตัวอย่างหนึ่งของชาวลอนดอนไปเสียแล้ว
สำหรับคนไทยที่ไม่คุ้นกับอากาศของลอนดอนควรเตรียมตัวให้พร้อม
แนะนำมให้ติดเสื้อกันลมกันฝนสักตัว และร่มคันเล็กๆ ไม่เปลืองเนื้อที่มาด้วยจะสะดวกที่สุด
มีคำแนะนำมาจากสนามบินกันเลยทีเดียวว่า
การจะเที่ยวลอนดอนให้สนุกสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
อย่าเผลอ! สำหรับผมขอแนะนำทุกท่านว่าอย่าทำตัวเป็นตู้ทองเคลื่อนที่มาจากกรุงเทพฯ
ด้วยการหอบเอาเครื่องประดับราคาแพงมามากเกินจำเป็น เพราะแม้จะมีบริการฝากไว้ที่ตู้เซฟในห้องพักของโรงแรมระดับ
4 หรือ 5 ดาวแล้วก็ตาม ก็เคยมีข่าวว่าของเหล่านั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนบนถนนแม้การฉกชิงวิ่งราวจะไม่ชุกชุมราวกับแมลงวันเหมือนเดินเที่ยวอยู่ที่โรมหรือปารีส
แต่ก็ประมาทมิได้ เพราะลอนดอนเป็นที่รวมของผู้คนหลายเชื้อชาติ
ว่ากันว่ามากถึงกว่า 50 เชื้อชาติทีเดียว เนื่องจากผลพวงการเป็นเจ้าอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
ตอนนี้ก็เห็นผลกรรมที่ก่อไว้แล้ว คือพลเมืองในประเทศอาณานิคมต่างยกขบวนเดินทางมาปักหลักอาศัยอยู่ในอังกฤษ
โดยเฉพาะในกรุงลอนดอนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แล้วเริ่มก่อเหตุอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ
นานา บางเชื้อชาติมากันเป็นร้อยปี ยิ่งเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว
พลเมืองเหล่านี้ได้ทะลักเข้าอังกฤษอย่างมากมาย มีทั้งมาหางานทำ
มาเรียน มาเป็นคนรับใช้ มาทำงานที่คนอังกฤษไม่ทำ หรือมาขับรถแท็กซี่
ผมเคยเรียกใช้ 3 ครั้ง คนขับเป็นแขกปากีสถานเสีย 2 คัน เหลืออีกคันเป็นคนลอนดอนแท้
ผู้คนจากถิ่นอื่นมากมายเหล่านี้เข้ามาแล้วก็กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนกลายเป็นชาวลอนดอนเต็มขั้นไปในที่สุด
แต่ลักษณะของเชื้อชาติมิได้เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความสับสนและเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อคราวที่มีระเบิดบนรถเมล์สองชั้นในกรุงลอนดอน
แล้วเจ้าหน้าที่ยิงคนร้ายผิดตัว
อาจจะเป็นเพราะลอนดอนกำลังเคร่งเครียด
ซึ่งความเครียดนี้ไม่เป็นเฉพาะแต่คนลอนดอนเท่านั้น แม้แต่น้องสาวผมที่เป็นนักเรียนอยู่ที่นั่นก็เครียดตาม
เธอโทรศัพท์กลับบ้านบ่อยกว่าทุกครั้ง พร้อมกับเอ่ยปากชวนคนที่บ้านไปเที่ยวลอนดอนกันบ้าง
ตอนนี้ปาร์คในลอนดอนกำลังสวยค่ะ
มีหนุ่มสาวนอนเปลือยกายอาบแดดในไฮด์ปาร์คด้วยนะ นั่นคือประโยคชวนพร้อมกับโฆษณาสรรพคุณเพียบ
หวังให้รีบตัดสินใจเร็ว แต่ไปในเดือนธันวาคมนี่จะยังมีใครเพี้ยนนอนแก้ผ้าอาบลมหนาวอยู่อีกไหม?!
ปกติผมไปลอนดอนทีไรมักไม่ค่อยรบกวนใครให้พาเที่ยว
เนื่องจากเกรงใจพวกเขา เพราะผมมีวิธีเที่ยวของผมเองอย่างง่ายๆ
ก็คือการซื้อทัวร์แบบ 1 day tour เช้าไปเย็นกลับ ซึ่งมีโปรแกรมให้เลือกมากมายไปหมด
ส่วนใหญ่ผมเลือกออกไปชนบทหรือรอบนอกลอนดอนใกล้ๆ เช่น ไป Stonehenge,
Windsor Castles หรือไม่ก็ Roman Bath
ถ้าเป็นในเมืองผมก็เดินเที่ยวเอาเอง
อยากไปที่ไหนก็นั่งรถไฟใต้ดินซึ่งมีโยงใยอยู่ทั่วกรุง บางครั้งผมก็อยากนั่งรถตากลมเย็นโดยการซื้อตั๋วรถแบบหลังคาเปิด
การเที่ยวของผมแบบนี้ ผมชอบไปที่ซ้ำๆ เช่น ผมชอบนั่งรถเปิดหลังคาชมเมืองไปเรื่อยๆ
ข้อดีคือมันทำให้ผมได้อัพเดตกรุงลอนดอนอย่างรวดเร็วและครบถ้วน
ยิ่งถ้าอากาศดีฟ้าใสก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทีเดียว เพราะลอนดอนเขียวสดสะพรั่ง
เนื่องจากเป็นเมืองหลวงที่ได้ชื่อว่าเขียวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นั่งอยู่บนที่สูงของหลังคารถมีข้อดีอีกอย่าง
คือได้เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ลอนดอนก็เปลี่ยนไปน้อยมาก
โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าชั้นในที่มีสถานที่ราชการและโบราณสถานซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรกดของชาติแล้วไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
ขึ้นรถแบบนี้ดีครับ เพราะอยากลงตรงไหนก็ลงได้ เสร็จแล้วขึ้นคันใหม่ไปต่อได้อีกโดยไม่ต้องเสียเงินอีกครั้ง
นับว่าสะดวกและประหยัดดี ในหนึ่งวันจึงเที่ยวได้หลายจุด เช่น
Big Ben, Tower of London, Trafalgar Square, British Museum,
House of Parliament, Tower Bridge, Oxford Street แต่ในหน้าหนาวไปนั่งแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ
แข็งตายแน่เลย
ความเป็นเมืองท่องเที่ยวของโลกและมีผู้คนจำนวนมากคละเคล้ากันราวกับยำใหญ่ใส่สารพัด
ทำให้น่าจะเป็นเมืองดุเถื่อนหรือถ่อยแบบคนนิวยอร์ก แต่น้องสาวผมยืนยันว่าไม่ใช่เลย
คนที่นี่มีน้ำใจและสุภาพมากกว่ากันแยะ
คำว่า
ผู้ดีอังกฤษ ยังใช้ได้อยู่ เธอยืนยันพร้อมกับยกตัวอย่างโดยเอาตัวเองเป็นเกณฑ์
ในกรณีที่เธอเข้าเป็นน้องใหม่ของร้านกาแฟแบรนด์ดังยักษ์ใหญ่จากฟากฝั่งอเมริกาที่ออกตีตลาดโลกรวมทั้งไทยแลนด์ด้วย
และได้เข้าไปเปิดในลอนดอน ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากชาวกรุงลอนดอนรุ่นใหม่มากทีเดียว
มากขนาดคนรุ่นเก่าพากันวิตกว่า ถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่าง วัฒนธรรมการดื่มชาที่มีมาอย่างยาวนานอาจถูกกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟไปก็ได้ในอนาคตอันใกล้
เพราะเด็กรุ่นใหม่เริ่มนิยมดื่มกาแฟมากกว่าดื่มชามากขึ้นเรื่อยๆ
พวกเขาสุภาพและใจเย็น
เห็นเป็นคนต่างชาติ ยังฟังภาษาไม่คล่อง ก็มีน้ำใจช่วยพูดช้าๆ
ชัดๆ ให้เราฟังทัน เธอเล่าเหตุการณ์ช่วงแรกของการเข้าทำงานเป็นพนักงานขายของร้านกาแฟดัง
โดยได้รับหน้าที่ให้ยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เพื่อรับออร์เดอร์ลูกค้า
พร้อมกับเป็นแคชเชียร์ไปด้วยเสร็จสรรพ
ช่วงแรกๆ
ฟังผิดฟังถูก เพราะมันไม่ใช่กาแฟอย่างเดียว มันมีเติมนั่นใส่นี่
ยุ่งไปหมด และราคาก็ต่างกันอีกด้วย แถมยังทอนเงินผิดอีก แบบว่าถ้าลูกค้าไม่ช่วย
ขาดทุนตายแน่
อย่างไรก็ตาม
เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยในลอนดอน และแต่ละครั้งก็ดังก้องโลก
แต่ชาวลอนดอนแท้ๆ ก็มีเลือดลอนดอนอย่างเข้มข้น หลังเหตุร้ายสงบลงได้ไม่นาน
ทางการก็ขอร้องให้ชาวลอนดอนอย่ากลัวและให้ช่วยชาติด้วยการออกมาจากบ้าน
ซึ่งพวกเขาก็ช่วยกันอย่างว่าง่าย มาเดินเที่ยว เดินชอปปิง นั่งร้านกาแฟ
ร้านชา หรือกินอาหารตามภัตตาคารเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว
ทั้งๆ ที่มันเพิ่งผ่านไปแค่ 2-3 สัปดาห์ เพื่อลดบรรยากาศความหวาดผวาลงให้เร็วที่สุด
ประกอบกับตามย่านสำคัญๆ ที่มีคนมาเดินมากๆ ก็มีการติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้เรียกว่าแทบจะทุกๆ 200 เมตรกระมัง ยิ่งช่วงที่เป็นแยกของถนนตัดกันจะมีมุมละสามกล้องเลยทีเดียว!
ในเดือนธันวาคมถือเป็นเดือนแห่งความสุขของชาวลอนดอนก็ว่าได้
เห็นได้จากถนนแทบทุกสายมีคนออกมาเดินจับจ่ายซื้อของขวัญกันมากกว่าปกติ
สินค้ารุ่นใหม่ของฤดูกาลถูกนำออกมาวางโชว์ เป็นช่วงที่ชาวลอนดอนมีความสุข
และนักท่องเที่ยวอย่างผมก็พลอยมีความสุขกับบรรยากาศนี้ไปด้วย
ห้างร้านหลายแห่งมีการลดราคา
โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสจะมีให้เลือกซื้อไปใช้มากมาย
ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับต้นคริสต์มาส เห็นแล้วน่าหยิบน่าซื้อไปเสียหมดทุกชิ้น
บนถนนออกซ์ฟอร์ดซึ่งทุกวันพลุกพล่านไปด้วยผู้คนจนแทบล้นถนนออกมา
ช่วงเดือนนี้ยิ่งมีคนมากกว่าเดิม ถ้ามองลงมาจากอาคารสูงจะเห็นว่าคนแน่นเหมือนมดเหมือนปลวก
จนได้ชื่อว่าเป็นถนนที่มีคนเดินมากที่สุดในอังกฤษ
นอกจากนี้ห้างใหญ่ๆ
หลายแห่งก็เปิดเทศกาลคริสต์มาสกันอย่างคึกคัก แต่ละห้างทุ่มทุนการแต่งตัวให้มีบรรยากาศของเทศกาลด้วยต้นคริสต์มาสและการประดับประดาด้วยลูกแก้วแพรวพราว
มีนางฟ้าและเทวดาตัวน้อยโบยบิน ริบบิ้นและผ้าสีแดง-เขียวดูจะเป็นสีหลักของเดือนนี้
ในช่วงเวลาแห่งความสุขของการสั่งลาปีเก่าและต้อนรับปีใหม่
ชาวลอนดอนจะชวนกันไปนับถอยหลังอยู่ที่จัตุรัส Trafalgar ที่นี่ในวันปกติผู้คนก็มากอยู่แล้ว
เนื่องจากเป็นสถานที่นัดพบของชาวลอนดอนเอง ส่วนพวกนักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวชมอนุสาวรีย์ของลอร์ดเนลสันซึ่งรบชนะนะโปเลียนที่แหลมทราฟัลการ์เมื่อปี
ค.ศ. 1805 ชาวลอนดอนจึงสร้างอนุสาวรีย์นี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ชนะ
และเป็นการตัดไม้ข่มนามฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่ครั้งโบราณ
ด้วยเป็นคู่แข่งกันและกันในการออกล่าอาณานิคมสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน
อนุสาวรีย์นี้สูง
50 เมตร รอบฐานเป็นรูปหล่อเรื่องราวการต่อสู้ โดยมีสิงโตตัวใหญ่ทำด้วยสัมฤทธิ์หมอบอยู่สี่ทิศ
และในช่วงนี้จะมีการตั้งต้นคริสต์มาสและประดับประดาด้วยไฟนับร้อยดวงระยิบระยับ
ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำกันมานับร้อยปีแล้ว
หากเดินชอปปิงจนเมื่อยและหิวก็เข้าผับแบบอังกฤษได้
คนไทยอาจไม่คุ้นกับผับ เพราะไปนึกถึงผับแบบไทยๆ ที่มีแต่การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราเมรัยอย่างเดียว
แต่ผับของคนอังกฤษเป็นสถานที่ที่เขามาสังสรรค์กัน บริการคนทุกกลุ่ม
มีอาหารร้อนๆ ให้สั่งมาแก้หิวได้ดี ขอแนะนำอาหารแบบอังกฤษแท้คือ
เชพเพิร์ดพาย (Shepherds Pie) แต่อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบกินเนื้อ
เพราะทำด้วยเนื้อบดและผักหั่นละเอียด ปรุงรสค่อนข้างเค็ม กินกับมันบด
ถ้าไม่คุ้นก็สั่งเมนูที่เป็นมาตรฐานคือฟิชแอนด์ชิปส์
(Fish and Chips) เมนูนี้คงชอบกันทุกคน เพราะทำด้วยปลาชิ้นเดียว
ปกติใช้ปลาค้อด (Cod-มีมากในทะเลเหนือ เป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่ง)
เลาะเอาก้างออก ชุบแป้งขนมปังแล้วนำไปทอดให้เหลือง กินคู่กับมันฝรั่งทอดกรอบ
เวลากินให้โรยเกลือนิดหน่อย จะได้รสชาติดีขึ้น
มาลอนดอนช่วงนี้อย่าได้หวังว่าจะได้พบกับหิมะ
เพราะหิมะไม่ได้ตกในลอนดอนมานานแล้ว แม้ว่าเมื่อปีสองปีที่ผ่านมาจะมีปลิวลงมาแวบๆ
ก็ตาม เพราะอย่างที่รู้ๆ กันดีว่า สภาพอากาศของโลกเลวร้ายลงทุกที
จึงอยู่ที่มนุษย์เรานั่นแหละว่าจะช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไว้อย่างสุดฝีมือกันแล้วหรือยัง
เรียกว่าถ้าช่วยกันคนละนิดละหน่อย เราไปลอนดอนก็ช่วยเขาแยกขยะ
เพื่อที่หวังว่าเวลาชาวลอนดอนมาเที่ยวเมืองไทย เขาก็จะได้ช่วยเราบ้าง
ตามประสานักท่องเที่ยวที่อยากให้โลกสวยทุกวัน
เพราะโลกทุกภูมิภาคถือเสมือนเป็นบ้านของเราทุกคน
|