เพิ่งรู้ว่าคนไทยก็นิยมข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปเที่ยวนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า สปป. ลาว กันมืดฟ้ามัวดิน...เอ๊ะ!...ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเหลืองอ๋อยกันไปหมด ก็เพราะตอนที่ผมข้ามฝั่งไปเวียงจันทน์ช่วงวันหยุดหลายวันที่ผ่านมา กองทัพเสื้อเหลืองของคนไทยเหลืองอร่ามลออตาไปทั้งเมือง เรียกว่าไปที่ไหนของนครเวียงจันทน์ ไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กจุดใหญ่ หรือแม้กระทั่งในที่ลับที่แจ้ง เป็นได้เจอเสื้อเหลืองทุกที่ไป จึงได้รู้ว่าคนไทยเป็นลูกค้าหลักอันดับหนึ่งของเวียงจันทน์เลยทีเดียว เพราะพี่ไทยไปแล้วไม่ใช่แค่ดูศิลปวัฒนธรรมเฉยๆ แต่คุณพี่ไทยชอปแหลกด้วย ทำให้เศรษฐกิจชาวลาวในนครเวียงจันทน์เบิกบานปานประหนึ่งเห็ดหน้าฝนกระนั้น สถานที่ที่ทำให้ผมตะลึงถึงพลังเสื้อเหลืองก็คือพระธาตุหลวง เนื่องจากพอลงจากรถก็พบว่ามีคนใส่เสื้อสีเหลืองพรึ่บไปหมด ตั้งแต่ลานจอดรถที่อยู่ติดกับเต็นท์ขายของที่ระลึกของพ่อค้าแม่ค้าลาว ครั้นมุดเข้าไปที่ซุ้มไหนเป็นได้เจอคนใส่เสื้อเหลืองกำลังต่อราคากับแม่ค้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย แบบเธอไม่ให้ฉันก็ไม่เอา ผมยังไม่สนใจจะซื้อของตอนนี้ จึงเดินเลี่ยงมาลอดซุ้มประตูปูนลวดลายวิจิตรที่เป็นทางเข้าสู่ลานกว้างของพระธาตุหลวง ซึ่งประตูนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงสร้างถวาย เป็นการประเดิมเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน แล้วจึงมองหามุมดีๆ สำหรับถ่ายภาพ เนื่องจากพระธาตุหลวงมีความสูงมาก การจะถ่ายได้หมดทั้งองค์ต้องอยู่ในตำแหน่งไกลจากองค์พระธาตุสักหน่อย แต่จากภาพที่เห็นในเฟรมกล้อง ผมหาจังหวะถ่ายภาพได้ยากเต็มทน เนื่องจากมีความตั้งใจไม่ให้มีคนใส่เสื้อเหลืองติดอยู่ในเฟรมมากนัก เพราะเดี๋ยวจะแยกไม่ออก อาจนึกไปว่านี่มันเมืองไทยหรือเปล่า จึงต้องยืนตากแดดอันร้อนระอุและอบอ้าวจากไอร้อนที่ลอยขึ้นมาจากพื้นปูนเพื่อรอจังหวะอยู่นานทีเดียว กว่าจะได้ชอตเด็ดที่ต้องการ เมื่อได้ภาพสมใจแล้ว ผมจึงเดินผ่านอนุสาวรีย์พระไชยเชษฐาธิราช ผู้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาอยู่ที่นครเวียงจันทรน์ พระธาตุหลวงแห่งนี้ว่ากันว่าเป็นศิลปะอันงดงามแบบล้านช้างที่สืบทอดกันมาช้านาน สร้างขึ้นในสมัยของพระยาจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ในปี พ.ศ. 2109 โดยพระสงฆ์ชาวลาวที่สำเร็จการศึกษามาจากอินเดีย แล้วได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าในส่วนพระอุรังคธาตุ (สะโพก) มาด้วย เมื่อมาถึงนครเวียงจันทน์จึงได้สร้างพระธาตุขึ้น ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยหินคล้ายโอ่งคว่ำครอบเอาไว้ กระทั่งต่อมาเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาอยู่ที่นครเวียงจันทน์ และได้ทรงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า นครจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตตมราชธานี จึงทรงสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นด้วย โดยยกขึ้น 3 ชั้น ชั้นล่างทำเป็นที่สักการะไว้ทั้ง 4 ด้าน ก่อกำแพงเหมือนป้อมปราการ แต่ตกแต่งลวดลายงดงาม ชั้นที่สองทำเหมือนกลีบบัวล้อมรอบไว้ทั้ง 4 ด้าน ประดับด้วยใบเสมา กลางใบเสมาเจาะเป็นช่องไว้ใส่พระพิมพ์องค์เล็กๆ ส่วนชั้นบนสุดเป็นยอดบัว ลักษณะคล้ายพระธาตุพนมของฝั่งไทย ทั้งหมดนี้ทาสีเหลืองอร่ามอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า ไม่ใกล้จากพระธาตุหลวงนักเป็นประตูชัย สัญลักษณ์หนึ่งของนครเวียงจันทน์ ประตูชัยนี้สร้างขึ้นแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2512 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงทหารที่ไปรบ เป็นศิลปะแบบตะวันตกผสมแบบลาว โดยรูปทรงเหมือนประตูชัยที่ปารีส ส่วนด้านบนหลังคาเป็นศิลปะแบบลาว สลักรูปเทวดา ชาวนครเวียงจันทน์ให้สมญานามประตูชัยนี้ว่า รันเวย์แนวตั้ง ที่มาของชื่อนี้เพราะใช้ปูนที่สหรัฐอเมริกาขนมาเพื่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่นครเวียงจันทน์ในช่วงสงครามอินโดจีน แต่อเมริกากลับพ่ายสงครามไปเสียก่อน ลาวจึงนำปูนที่เหลือนี้มาสร้างประตูชัยแทน น่าแปลกที่ประตูชัยแห่งนี้ไม่ทาสี คงปล่อยให้เห็นปูนเปลือยแบบนั้น ซึ่งก็ดูดิบๆ แปลกตาไปอีกแบบ ชาวนครเวียงจันทน์ใช้เป็นจุดนัดพบและสังสรรค์ในวันหยุด จึงมีผู้คนคลาคล่ำมากมายมาเดินเล่นและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และหากต้องการชมวิวนครเวียงจันทน์ให้ชัดๆ สามารถเดินขึ้นบันไดไปจนถึงด้านบนหลังคา ก็จะได้เห็นว่าถนนทุกสายมุ่งตรงมาสู่ประตูชัย ก่อนแยกย้ายกระจายกันออกไปยังส่วนอื่นๆ ของเมือง โดยเฉพาะถนนสายหลักชื่อ ล้านช้าง ที่สองข้างถนนเป็นที่ตั้งของส่วนราชการสำคัญๆ มากมาย ซึ่งไปบรรจบกับถนนเชษฐาธิราช อันเป็นที่ตั้งของอาคารอันมีประวัติศาสตร์ยิ่งของลาว นั่นก็คือ หอคำ หอคำนี้เป็นอาคารสูงสองชั้นแบบโคโลเนียล แต่เดิมฝรั่งเศสสร้างไว้เพื่อใช้เป็นที่รับรองผู้ตรวจราชการในยุคอาณานิคม แต่หลังจากลาวได้เอกราชคืนมาเมื่อปี พ.ศ. 2436 จึงยึดมาเป็นของรัฐบาล หอคำนี้เคยใช้เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้าศรีสว่างวัฒนา ในยุคที่ลาวยังมีระบบกษัตริย์ แต่ปัจจุบันทางรัฐบาลลาวได้ใช้เป็นเรือนรับรองแขกระดับสูงจากต่างประเทศเป็นหลัก และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ติดกับหอคำคือหอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราชเช่นกัน เดิมที่นี่เป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระไชยเชษฐาธิราชทรงสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเมื่อครั้งอัญเชิญมาจากอาณาจักรล้านนา ตามประวัติศาสตร์... ในอดีต ไทย (สยาม) เคยยกทัพไปตีอาณาจักรล้านช้างและยึดนครเวียงจันทน์ไว้ได้ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับกวาดต้อนชาวลาวมาด้วย ทำให้มีชุมชนชาวลาวอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งต่อมาผสมผสานปนเปกันจนกลายเป็นคนไทยไปหมดแล้ว สำหรับหอพระแก้วที่เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะสร้างใหม่เกือบทั้งหมดเมื่อปี พ.ศ. 2480 ยกเว้นประตูทางเข้าใหญ่ทั้งสองบานนั้นยังเป็นของเก่าแท้ๆ เนื่องจากอาคารเดิมของหอพระแก้วเสียหายจากการศึกสงคราม การบูรณะครั้งนั้นใช้เวลานาน 3 ปี โดยมีเจ้าสุวรรณภูมา (อดีตนายกรัฐมนตรีลาวยุคหลังได้รับเอกราช) เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง