ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากได้ไปเที่ยวบาหลีหนนั้นแล้ว ผมถึงถวิลหาและหาโอกาสกลับไปเกาะบาหลีอีกหลายครั้ง ทั้งๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างบนเกาะสวรรค์นี้มีความละม้ายคล้ายกับวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ของชาวชนบทของไทยในหลายพื้นที่ ทั้งที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะอยู่กลางทะเลและมีต้นมะพร้าวแน่นเอี๊ยดเหมือนกัน หรือบางสิ่งบางอย่างก็เหมือนกับบนแผ่นดินของไทยเราเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่น...ทำให้ผมคุ้นชินและเข้าอกเข้าใจในวัฒนธรรม รวมไปถึงขนบธรรมเนียมและประเพณีของชาวเกาะบาหลีได้มากกว่านักท่องเที่ยวที่มาจากคนละวัฒนธรรมโดยสิ้นเชิง แม้นว่าบนเกาะบาหลีผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูก็ตามแต่ทว่ากลับมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความคุ้นเคยในเรื่องของพิธีกรรมที่ชาวพุทธแบบไทยๆ ของเราในทุกวันนี้บรรพบุรุษของเราในอดีตได้มีการรับเอาพีธีกรรมแบบฮินดูมาไว้ในความเชื่อของศาสนาพุทธและชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแยกกันไม่ออก เมื่อรวมความทั้งหมดคร่าวๆแล้วคำตอบที่ผมตอบกับตัวเองน่าจะสรุปได้ว่าเสน่ห์ที่ผูกผมไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุดไปจากบ่วงเส้นนี้น่าจะเป็นเพราะบนเกาะบาหลีมีธรรมชาติที่งดงาม ประหนึ่งเหมือนผมกำลังเดินเที่ยวอยู่บนเกาะสมุยที่เต็มไปด้วยต้นมะพร้าวเขียวพรืดไปทั้งเกาะ อีกทั้งบนเกาะยังมีภูเขาสูงซึ่งก็เขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ แม้จะมีภูเขาไฟที่ยังรอคอยเวลาอันเหมาะสม ที่จะปะทุขึ้นมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตามที แต่ทำให้ผมนึกภาพตัวเองเหมือนกำลังท่องเที่ยวอยู่บนเกาะใดเกาะหนึ่งของหมู่เกาะฮาวายก็ไม่ปาน นอกจากนี้บนเกาะบาหลียังมีสิ่งละอันพันละน้อยของวิถีชีวิตตามหมู่บ้านหลายๆ แห่งใต้ดงมะพร้าว ซึ่งแบ่งงานกันทำตามความถนัดของแต่ละหมู่บ้าน มีตั้งแต่งานทำผ้าบาติก งานแกะสลักไม้ แกะสลักหิน เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา ทำโมบาย และงานหัตถกรรมอื่นๆ นั่นก็ยิ่งเหมือนกับหมู่บ้านแถวภาคเหนือและอีสานของเราเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะปัจจุบันมีโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ยิ่งทำให้ภาพต่างๆ ชัดยิ่งขึ้น ส่วนทุ่งนาอันลือลั่นสนั่นโลกบนเกาะบาหลีนั้นเล่า แน่นอน...สำหรับผมที่เป็นชาวเอเชียเหมือนกับชาวเกาะบาหลีอาจไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นนักเมื่อเห็นข้าวกำลังออกรวง ซึ่งตรงกันข้ามกับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่เห็นท้องนาแล้วกรี๊ด โดยเฉพาะนาข้าวแบบขั้นบันได เป็นสิ่งที่ฝรั่งถือว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสูงสุดยอดเยี่ยมมากๆ ความนิยมนี้ถึงกับมีการจัดทัวร์เพื่อไปชมการทำนาข้าวกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คิดค่าทัวร์เป็นรายหัว หัวละเกือบ 50 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเอา 39 บาทคูณเข้าไปแล้ว ผมในฐานะที่เป็นคนไทยคราวนี้อยากกรี๊ดบ้าง ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็แอบกระซิบบอกพวกฝรั่งที่นั่งข้างๆ ว่า ย่ามัวเสียค่าโง่อยู่เลย ถ้ายูบินไปดูบ้านฉันนะ ถูกกว่านี้อีก แถมผืนนาก็กว้างสุดลูกหูลูกตา ตอนเย็นดูพระอาทิตย์ตกแล้วยังได้เห็นควายเหล็กและควายธรรมชาติอีกต่างหาก ตกเย็นได้เล่นน้ำกันมันอีกแน่ะ...ถ้ายูต้องการ เสนอออพชั่นให้มากมายขนาดนี้แล้ว ถ้ายังไม่มาก็ปล่อยให้มันโง่ต่อไปเถอะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอะไรๆ หลายอย่างที่เป็นส่วนผสมนี้ เมื่อรวมความแล้วผมรู้สึกคุ้นเคยเหมือนอยู่เมืองไทยก็จริง แต่ก็ยังอยากกลับไปเที่ยวบาหลีอยู่ดี เพราะบนเกาะบาหลีทุกวันนี้ยังมีค่าครองชีพถูกเมื่อเทียบกับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศสักประเทศหนึ่ง โดยรวมแล้วเมื่อเอาทุกอย่างมาบวกลบคูณหาร ผมก็คิดว่าไปบาหลีถูกกว่าการไปเที่ยวฮ่องกง สิงคโปร์ หรือแม้แต่กัมพูชาเสียอีก นี่ถ้าไม่นับว่าการเดินทางไปประเทศลาวต้องเสียค่าเดินทางแค่นิดเดียวแล้ว จะถือว่าประเทศลาวค่าครองชีพสูงกว่าบาหลีด้วยซ้ำ...แฮ่ม!...เริ่มไม่เชื่อแล้วใช่ไหมล่ะครับคำตอบเพราะว่าเจ้าน้องลาวเพื่อนบ้านของไทยเราทุกวันนี้สั่งซื้อวัตถุดิบหลายอย่างในการบริโภคจากฝั่งไทย ดังนั้นข้าวของทั้งของกินของใช้จึงแพงกว่าเมืองไทยหลายสตางค์อยู่ แต่ด้วยค่าเครื่องบินเพียงหมื่นต้นๆ ของการบินไทย ผมก็สามารถบินไปเกาะบาหลีได้แล้ว ขึ้นเกาะก็ไม่ต้องมีวีซ่า เนื่องจากเราเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน อีกทั้งที่พักก็มีให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วน เลือกพักได้ตามกำลังทรัพย์และรสนิยม ไล่ตั้งแต่เกสต์เฮาส์ราคาคืนละไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงบังกะโล รีสอร์ต และโรงแรมที่ไม่มีดาวจนกระทั่งดาวพราวเต็มฟ้าราคาแพงระยับ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่ทำให้ผมมาเกาะบาหลีได้อย่างสบายใจสบายกระเป๋าสตางค์เท่านั้น แต่ทว่าสิ่งเหนืออื่นใดทั้งหมด เสน่ห์อันรัดแน่นของเกาะบาหลีในความคิดของผมกลับอยู่ที่ผู้คน ซึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนและเหนียวแน่นยิ่ง คิดๆ ก็น่าแปลกดีนะ เพราะประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรทั้งประเทศประมาณเกือบ 200 ล้านคน และเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก แต่ทว่ายกเว้นบนเกาะบาหลีแห่งเดียวซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 30 จังหวัดของประเทศอินโดนีเซีย แต่บนเกาะนี้ชาวเกาะพากันนับถือศาสนาฮินดูมากถึง 93 เปอร์เซ็นต์ แม้โลกจะเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม แต่ชาวเกาะบาหลียังเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่ พวกเขาเชื่อว่าผีและปีศาจอยู่ในทะเล เพราะมีธรรมเนียมลอยอัฐิของผู้ตายลงทะเลเพื่อให้ไปสู่ภพหน้า ทะเลจึงเต็มไปด้วยดวงวิญญาณมากมาย ความเชื่อนี้เป็นที่มาของคำถามที่ว่า ทำไมบ้านของชาวเกาะบาหลีจึงหันหลังบ้านให้กับทะเลและมีประตูหน้าต่างน้อยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ริมทะเลแท้ๆ น่าจะหันหน้ามารับลม นั่นก็เพราะเชื่อว่าเพื่อไม่ให้วิญญาณเข้าบ้านได้สะดวก แต่ขณะเดียวกันพวกเขากลับสร้างบ้านหันหน้าไปทางภูเขา เพราะเชื่ออีกว่าบนภูเขาเป็นที่อยู่ของเทพเจ้าที่ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆ ได้ทั้งเรื่องดีและร้าย ความเชื่อว่ามีเทพและเทวดาอยู่บนเขานั้นสืบเนื่องจากภูเขาส่วนใหญ่บนเกาะบาหลีเป็นภูเขาไฟ ที่ผ่านๆ มามีการระเบิดครั้งใหญ่หลายครั้ง แต่ละครั้งมีคนตายและวัดนับพันรอบๆ ฐานภูเขาไฟพังพินาศย่อยยับอยู่ใต้หินละลายลาวา และเมื่อรวมกับความเชื่อและศรัทธาในศาสนาฮินดูที่เต็มไปด้วยเรื่องของเทพเจ้าอันมีพระพรหมเป็นพระผู้สร้างโลก พระวิษณุเป็นผู้รักษาโลก และพระศิวะเป็นผู้ทำลายล้าง ซึ่งทั้งสามเทพสามารถให้คุณให้โทษกับมวลมนุษย์บนโลกได้ ชาวฮินดูบนเกาะบาหลีจึงต้องทำพิธีเซ่นเทพเจ้า โดยการใช้สีแทนสัญลักษณ์ของเทพทั้งสาม เช่น สีแดงแทนพระพรหม สีดำแทนพระวิษณุ และสีขาวแทนพระศิวะ เป็นต้น