ใบเตยนอกจากจะนำมาคั้นน้ำผสมลงในอาหารคาวหวานเพื่อเพิ่มสีเขียวและกลิ่นหอมแล้ว
ยังสามารถนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุขนมได้ด้วย
ใบเตยมี 2 ชนิด คือ เตยหนาม และเตยหอม เตยที่เรานำมาใช้ประกอบอาหารทั่วไปคือเตยหอม
ซึ่งมีลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบมะพร้าว มีสีเขียวเข้ม ขยี้แล้วดมดูจะมีกลิ่นหอม
ใบเตยสามารถนำมาทำเป็นภาชนะใส่ขนมได้ เช่น ใส่ข้าวต้มน้ำวุ้นและตะโก้
โดยกระทงใบเตยนิยมทำเป็นทรงสี่เหลี่ยม วิธีการทำเป็นดังนี้
กระทงใบเตยทรงสี่เหลี่ยม
- เลือกใบเตยที่มีลักษณะตรงยาว เช็ดให้สะอาด ตัดปลายแหลมและโคนใบออก
ให้เหลือส่วนกลางใบประมาณ 18 เซนติเมตร
- วางใบที่ได้ตามแนวนอน ตัดแบ่งใบเตยด้านหนึ่งจากขอบจนถึงเส้นกลางใบเป็น
5 ส่วนเท่าๆ กัน (ส่วนนี้จะเป็นส่วนฐานของกระทง)
- พับทบจากด้านริมหักมุมเข้ามา ให้ฐานช่องที่ 2 อยู่ใต้ฐานช่องที่
1, ฐานช่องที่ 3 อยู่ใต้ฐานช่องที่ 2 , ฐานช่องที่ 4 อยู่ใต้ฐานช่อง
3 , สอดฐานช่องที่ 4 อีกด้านหนึ่งให้อยู่ด้านบนของช่องที่ 1
- สอดฐานช่องที่ 5 ในช่องฐานที่ 1 จากนั้นกลัดไม้กลัดยึดให้เป็นกระทง
หมายเหตุ ถ้าทำถูกต้อง พื้นกระทงด้านในและด้านนอกกระทงจะขัดสานกันพอดี
นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งที่จำเพาะต้องใช้ใบเตยเท่านั้นเป็นเครื่องหุ้มห่อ
ก็คือ ไก่ห่อใบเตย หลายคนรู้จักอาหารจานนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยทำกินที่บ้านเพราะห่อกันไม่เป็น
ฉะนั้นจะขอแนะวิธีการห่อให้คุณดังภาพนี้เลยครับ
นอกจากใบเตยแล้วยังมี ใบมะพร้าว ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นภาชนะบรรจุอาหารและขนมได้
เช่น นำมาห่อขนมจาก ห่อข้าวต้มลูกโยนสำหรับประเพณีตักบาตรเทโวในงานบุญออกพรรษา
เป็นต้น
ในประเทศมาเลเซียมีอาหารชนิดหนึ่งเรียกว่า Ketupat
เป็นข้าวต้มมัดห่ออยู่ในใบมะพร้าว โดยเลือกใบมะพร้าวที่ยังอ่อนๆ
มาทำ วิธีการสานก็คล้ายกับการสานปลาตะเพียนของบ้านเรา แต่จะเหลือช่องไว้ใส่ข้าวสารที่ล้างทำความสะอาดแล้ว
โดยใส่ประมาณครึ่งหนึ่งของห่อ จากนั้นสานปิดห่อให้มิด เหลือใบมะพร้าวเส้นยาวเส้นหนึ่งไว้ถือและให้ง่ายต่อการหย่อนลงในหม้อน้ำเดือด
นอกจากนี้ในบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เวลามีพิธีกรรมทางศาสนาจะมีการทำ
Penjor ซึ่งเป็นชุดเครื่องถวายอาหารคาว-หวานซึ่งทำจากไม้ไผ่
ตกแต่งด้วยใบมะพร้าว รวงข้าว และถาดใบมะพร้าวสำหรับใส่ขนมคาว-หวาน
เป็นต้น
วัสดุธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่อยากจะแนะนำและได้มาจากต้นไผ่นั่นคือ
ใบไผ่ และ ไม้ไผ่
ใบไผ่ ใช้สำหรับห่อบ๊ะจ่าง อาหารในเทศกาลไหว้ขนมจ้าง
ใบไผ่แห้งนี้สามารถหาซื้อได้ที่เยาวราช โดยเลือกใบขนาดใหญ่ นำมาล้างและต้มในน้ำเดือดสักครู่ก็ยกลง
แช่น้ำค้างคืนเอาไว้ ทำอย่างนี้ซ้ำอีก 2-3 คืน ก่อนนำมาใช้ให้ล้างและเช็ดด้วยผ้าให้สะอาด
ระหว่างห่อก็แช่น้ำไว้ด้วยเพื่อไม่ให้ใบไผ่แห้ง
วิธีการห่อบ๊ะจ่างคือนำใบไผ่มาซ้อนกัน 2 ใบ จับมุมเป็นกรวย
(ดังภาพ) ใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงไป แล้วพับส่วนใบที่เหลือลงมา
ห่อให้เป็นรูปทรงพีระมิด เห็นมุม 3 มุมสวยงาม จากนั้นมัดด้วยเชือกกล้วยหรือเชือกฟางเป็นอันเสร็จ
สำหรับ ไม้ไผ่ สามารถนำมาทำเป็นภาชนะบรรจุอาหารได้สารพัด
ตั้งแต่บรรจุข้าวเหนียวกะทิลงในกระบอกไม้ไผ่ นำไปเผาเป็นข้าวหลาม
หรือกรอกข้าวสารกับน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ และเผา (หลาม) ให้สุกเป็นข้าวสวยก็ได้
ซึ่งคนเดินทางสมัยก่อนมักจะใช้วิธีนี้ นอกจากนี้ยังนำมาสานทำภาชนะไม้ไผ่
เช่น กระติ๊บสำหรับใส่ข้าวเหนียว ทำหวดนึ่งข้าวเหนียว กล่องข้าว
กระเชอ กระชอน ฯลฯ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือวัสดุธรรมชาติที่เราสามารถหามาใช้ได้ไม่ยาก
เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งให้ย่อยสลายตามธรรมชาติหรือนำไปทำประโยชน์เป็นปุ๋ยต่อไปก็ได้
อย่างไรก็ตาม วัสดุธรรมชาติเหล่านี้อาจมีข้อจำกัดในเรื่องของการเก็บรักษาและความคงทน
รวมถึงความไม่สะดวกในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของคนเมือง ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มคิดค้นภาชนะบรรจุที่ทำจากวัสดุธรรมชาติสามารถย่อยสลายทางชีวภาพ
แต่มีคุณสมบัติที่เหมาะในการนำมาใช้ได้ง่ายและสะดวก เช่น ภาชนะ
KU-Green ซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
KU-Green เป็นภาชนะบรรจุคงรูป ที่ได้จากการแปรรูปมันสำปะหลัง
มีฟองอากาศกระจายภายในเนื้อวัสดุ ลักษณะคล้ายเนื้อโฟม ใช้แทนภาชนะโฟมหรือพลาสติกได้เป็นอย่างดี
บรรจุได้ทั้งอาหารแห้ง อาหารเหลว อาหารเย็น และอาหารร้อน รวมถึงใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟได้ด้วย
ปัจจุบันมีการนำไปใช้ในธุรกิจอาหารจานด่วนต่างๆ อาหารกึ่งสำเร็จรูป
อาหารในโรงพยาบาล หรือใช้ในสถานที่ท่องเที่ยว วนอุทยาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์
ทำปุ๋ยหมัก หรือจะทิ้งให้ย่อยสลายเองในธรรมชาติก็ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ KU-Green มีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ
แล้ว โดยขึ้นรูปเป็นภาชนะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาม ถ้วย จาน
ถ้วยทรงสูง ถาดสี่เหลี่ยม กล่องใส่อาหาร ถาดหลุม ฯลฯ
การเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากวัสดุธรรมชาติเป็นการช่วยรักษาโลกให้อยู่กับมนุษย์ไปได้อีกนานๆ
เพียงช่วยกันคนละเล็กละน้อยและทำอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าวันหนึ่งโลกจะกลับมามีฤดูกาลและสภาวะทางธรรมชาติต่างๆ
เหมือนเดิม เราจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ฝนตกอย่างพอดี อากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน หากทุกคน เชื่อ ว่ามันเกิดขึ้นได้ครับ
|