ในครั้งนี้จึงอยากเจาะลึกเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการชงชา
วิธีการดื่ม และเทคนิคในการชงชาให้เป็นเรื่องเป็นราวเฉพาะ โดยเริ่มต้นจากวัฒนธรรมการจิบชาแบบอังกฤษ
ซึ่งผมคิดว่าทำได้ง่ายและมีพิธีรีตองน้อยที่สุด
...เรามาย้อนประวัติในการจิบชาแบบอังกฤษกันสักนิดก่อนดีกว่านะครับ...
Afternoon
Tea หรือ Low Tea นั้นเริ่มเกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1800 โดยเจ้าหญิงแอนนาแห่งเบ็ดฟอร์ด
ที่ทรงเห็นว่าช่วงเวลากว่าจะถึงอาหารมื้อค่ำนั้นยาวนานเกินไป
น่าจะมีการกินอาหารอะไรรองท้องเป็นอาหารระหว่างมื้อ จึงทรงเกิดความคิดที่จะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆ
ขึ้นในช่วง 4-5 โมงเย็น โดยเชิญบรรดาคุณหญิงคุณนาย บุคคลสำคัญในพระราชวังมาร่วมงาน
จากตรงนี้เองทำให้การจิบน้ำชายามบ่ายกลายเป็นธรรมเนียมนิยมของหมู่ชนชั้นสูงและพวกผู้ดีมีเงินชาวอังกฤษ
(ส่วนคำว่า High Tea นั้นเป็นการกินที่เสิร์ฟชาในช่วงเวลาอาหารเย็นของพวกชนชั้นกลาง
ซึ่งจะดื่มชาไปพร้อมกับการกินอาหารมื้อเย็นอย่างจริงจังบนโต๊ะสูงที่เต็มไปด้วยอาหารจานหนักๆ)
ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของอุปกรณ์และวิธีการชงคงต้องแนะนำผลิตภัณฑ์ชากันก่อน
อย่างที่ทราบกันว่าใบชาพื้นฐานในโลกนี้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
ชาเขียว ชาอูหลง และชาดำ ซึ่งมีความแตกต่างกันที่กรรมวิธีการผลิต
และจากชาพื้นฐานเหล่านี้ก็ได้มีการผสมผสานใบชาจากแหล่งต่างๆ
พัฒนาเป็นชาผสมที่มีกลิ่นรสและชื่อเรียกเฉพาะ เช่น Darjeeling
เป็นชารสเยี่ยมจากเทือกเขาหิมาลัย ทางตอนเหนือของอินเดีย ให้รสนุ่มและกลิ่นหอม
สามารถเติมนมเพิ่มได้ตามชอบ, Earl Grey เป็นชาที่ผสมกันระหว่างชา
Darjeeling กับชาจีน แต่งกลิ่นด้วยสมุนไพรเบอร์กามอต (Bergamot),
English Breakfast เป็นการผสมผสานกันของใบชาจาก 3 แหล่ง คือชาซีลอน
(Ceylon) จากศรีลังกาที่ให้กลิ่นหอม ชาอัสสัม (Assam) จากอินเดียที่ให้รสเข้ม
และชาเคนยา (Kenya) จากประเทศเคนยา ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันของชา
นับเป็นชาที่ได้รับความนิยมมากในอังกฤษ ถึงขนาดตั้งชื่อเฉพาะให้อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ยังมีชาที่แต่งกลิ่นรสโดยผสมใบชากับดอกไม้
ผลไม้ หรือเครื่องเทศ เช่น ชิ้นมะม่วง พีช กลีบกุหลาบ ทำให้เกิดชาสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า
Flavoured Tea
สำหรับเกรดของใบชาสามารถแบ่งได้ตามชนิดและความสมบูรณ์ของใบชาแห้ง
ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันดังนี้
- Whole leaf
(หรือ Orange pekoe หรือ Pekoe) เป็นชาชนิดที่ดีที่สุด ลักษณะเป็นใบชาเต็มใบ
ผลิตจากใบชาอ่อนที่เพิ่งผลิยอด แต่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของขนาดใบ
ซึ่งขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของใบชานั้นๆ
- Broken leaf (หรือ
Broken orange pekoe หรือ Broken pekoe) เป็นชาเกรดรองลงมา ซึ่งเป็นใบชาที่มีการแตกหักบางส่วน
ไม่เป็นรูปใบที่สมบูรณ์
- Fannings คือใบชาที่แตกหักเป็นชิ้นเล็กๆ
ใช้บรรจุเป็นชาถุงหรือขายเป็นชาที่มีราคารองลงมา
- Dust เป็นชาเกรดต่ำที่สุด
บรรจุในชาถุงหรือผสมทำชาสำเร็จรูป
ส่วนรูปแบบการบรรจุใบชาที่ขายในท้องตลาดมีดังนี้
- ใบชาแห้ง
(แบบเต็มใบ) บรรจุในภาชนะปิดสนิท (Loose tea) เป็นใบชาแห้งที่บรรจุในกระป๋องหรือภาชนะปิดสนิท
ซึ่งผู้ชงสามารถตวงปริมาณใบชาแห้งเองได้ตามต้องการ ในการชงจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการกรองกากชาออกด้วย
- ใบชาแห้งอัด
(Compressed tea) เป็นใบชาแห้งที่อัดแน่นเพื่อสะดวกในการเก็บรักษา
โดยเฉพาะชาชนิดผูเอ่อ (Pu-Erh) จะถูกอัดเป็นก้อน เวลาจะนำใบชามาชงให้ใช้ปลายมีดเขี่ยใบชาออกมาในปริมาณที่ต้องการ
ใบชาแห้งอัดนี้สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าใบชาแห้งธรรมดา เนื่องจากมีส่วนที่สามารถสัมผัสกับอากาศน้อยกว่า
- แท่งชา (Tea
sticks) เป็นการบรรจุใบชาสำหรับการบริโภคในรูปแบบใหม่ แท่งชานี้กำเนิดในประเทศฮอลแลนด์ช่วงปี
ค.ศ. 1990 โดยบริษัท Venezia Trading ได้ผลิตแท่งชาที่เรียกว่า
Ticolino ซึ่งเป็นแท่งบรรจุชาสำหรับ 1 ที่ ภายในบรรจุใบชาหรือใบชาผสมสมุนไพรหรือกลิ่นรสตามต้องการ
วิธีใช้คือใส่แท่งชาลงในแก้ว เทน้ำร้อนลงไป แช่ไว้นาน 90 วินาทีเพื่อสกัดกลิ่นรสของใบชาที่อยู่ภายในออกมา
จากนั้นก็คนเล็กน้อย แล้วดึงแท่งชาออก
- ชาสำเร็จรูป
(Instant Tea) เป็นชาสกัดสำเร็จรูปที่สามารถชงดื่มได้เลยเพียงเทน้ำร้อนลงไป
ส่วนใหญ่เป็นชาที่ผสมกลิ่นรสอื่นๆ ลงไป เช่น วานิลลา น้ำผึ้ง
หรือผลไม้ หรืออาจผสมนมผงลงไปด้วยก็ได้
- ชาถุง (Tea bags)
เป็นใบชาที่บรรจุถุงกระดาษหรือถุงผ้าไหมขนาดเล็ก ข้อดีของชาถุงคือ
ง่ายและสะดวกต่อการชง แต่มีข้อด้อยคือ อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้
ใบชาแห้งซึ่งสัมผัสกับอากาศจะสูญเสียกลิ่นรสได้ง่ายและรวดเร็ว
นอกจากนี้ใบชาที่นำมาบรรจุด้วยวิธีการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาเกรดต่ำลงมา
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบางรายก็สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ชาถุงด้วยการบรรจุใบชาเต็มใบชั้นดีลงในถุงชา
ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้จากราคาที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
อุปกรณ์ชงชาแบบอังกฤษ
กาต้มน้ำสำหรับชงชา
(Teakettles) กาลักษณะดั้งเดิมของอังกฤษเป็นกาที่ทำจากโลหะทองแดงเคลือบโครเมียมด้านนอก
และมีพวยกายื่นยาวออกมา สำหรับในปัจจุบันมีการพัฒนาใช้วัสดุอื่นๆ
เช่น เหล็กเคลือบ หรือเหล็กสเตนเลส รวมถึงมีการออกแบบรูปทรงให้ทันสมัยและสะดวกในการใช้งาน
วิธีการเลือกซื้อกาต้มน้ำสำหรับชงชาในเบื้องต้น
ให้คุณลองจับที่หูกาว่าถนัดมือหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องเทน้ำออกจากกาให้หมดจนหยดสุดท้าย
นอกจากนี้ต้องพิจารณาน้ำหนักของกาด้วยว่าหนักมากเกินไปหรือไม่
เพราะถ้าคุณใส่น้ำลงไปมันจะหนักมากขึ้นอีก ถ้าเป็นหูจับที่อยู่ด้านข้างตัวกาก็ไม่ควรอยู่ในระดับที่ต่ำจนเกินไป
เพราะอาจจะทำให้มือของคุณถูกความร้อนด้านข้างกาได้ง่าย
นอกจากนี้ที่พวยกาควรจะมีรูสำหรับให้ไอน้ำเดือดผ่าน
และมีกลไกส่งเสียงเตือนว่าน้ำเดือดแล้ว เพื่อป้องกันการต้มน้ำจนแห้งขอดกา
ฝากาควรเปิดได้สะดวก และช่องเปิดฝากาควรใหญ่พอที่จะทำความสะอาดภายในตัวกาได้ง่าย
บางคนอาจเลือกใช้กาต้มน้ำแบบใช้ไฟฟ้า
ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน
ยิ่งถ้าเป็นกาที่มีขีดบอกระดับน้ำก็ทำให้สามารถกะปริมาณน้ำที่จะต้มให้เพียงพอแก่ปริมาณชาที่จะชงได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้กาต้มน้ำชนิดใด พึงระลึกไว้เสมอว่า
น้ำสำหรับการชงชาไม่ควรใช้น้ำที่ต้มแล้วมาต้มซ้ำอีก เนื่องจากออกซิเจนในน้ำจะลดลง
ทำให้กลิ่นรสและสารจากใบชาไม่สามารถละลายออกมาในน้ำได้เต็มที่
กาชงชา
(Teapot) ในวัฒนธรรมของอังกฤษ กาชงชามีความหมายมากกว่าหน้าที่การเป็นภาชนะสำหรับเตรียมเครื่องดื่ม
เพราะรูปทรง สีสัน วัสดุที่ใช้ รวมถึงลวดลาย สามารถบ่งบอกรสนิยมและสถานะทางสังคมของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี
ลักษณะกาชงชาที่ดีคือ มีหูกาอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกในการหยิบจับ
ขนาดกาไม่ใหญ่เกินไป พวยกาได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้รินน้ำชาได้โดยน้ำชาไม่หกเลอะออกมาด้านนอก
กาชงชาทำจากวัสดุหลากหลาย
อาทิ ดินเผา เซรามิก เครื่องปั้นเนื้อดิน แก้ว เหล็ก ซึ่งการเลือกกาก็มีความสัมพันธ์กับชนิดของใบชาที่จะชงด้วย
เช่น ถ้าเป็นชาเขียวจะเหมาะกับกาชงชาเนื้อเหล็ก เพราะสามารถคงความร้อนสูงๆ
ไว้ได้ ส่วนชาดำอย่างชาอัสสัมหรือชาดาร์จีลิงนั้นเหมาะกับกาชาที่เป็นเนื้อดิน
ถ้าชอบชงชาที่มีรสชาติแปลกๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อย่างชากลิ่นรสผลไม้หรือเครื่องเทศ
ก็ควรเลือกกาชงชาที่ทำจากแก้ว เนื่องจากเป็นวัสดุที่ไม่ดูดซับกลิ่น
เป็นต้น
สำหรับรูปแบบของกาชาในปัจจุบัน
มีทั้งกาชงชาธรรมดาที่ต้องใช้ร่วมกับที่กรองหรือถุงกรองกากชา
กับกาชงชาที่ออกแบบให้มีระบบกรองชาในตัว เรียกว่า Filtered
basket ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนตะกร้าสำหรับกรองชา ซึ่งทำมาเพื่อให้สวมใส่พอดีกับกาชงชานั้นๆ
วิธีการใช้คือ ใส่น้ำร้อนลงในกา ใส่ใบชาในปริมาณที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ
4-5 นาที แล้วดึง Filtered basket ออก ซึ่งการใช้อุปกรณ์ช่วยชนิดนี้จะทำให้ชาที่อยู่ในกาไม่เข้มขึ้น
และเมื่อต้องการชงชากาต่อไปก็สามารถนำชาใน Filtered basket กลับมาชงได้อีกโดยไม่ต้องเปลี่ยนใบชาใหม่ทุกครั้ง
สำหรับใครที่อยากจะดื่มชาจากกาชงชา แต่ต้องการชงเพียงสำหรับ
1-2 ที่ก็มีกาชงชาที่เรียกว่า Stacking Teapot เป็นกาชงชา
2-3 ชั้นที่ได้รับการออกแบบมาให้มีส่วนของตัวกาและถ้วยชาเรียงซ้อนเข้าชุดกัน
ถ้วยชา
ถ้วยชาที่ใช้มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นชุดถ้วยชากับจานรอง
ซึ่งมักจะต้องเข้าชุดกันกับกาชงชา และถ้วยชาลักษณะเป็นแก้วทรงตรงที่เรียกว่า
mug ความแตกต่างของถ้วยชาทั้ง 2 แบบนอกจากเรื่องรูปร่างแล้ว
วิธีการใช้ก็มีความแตกต่างกัน ถ้าเป็นชุดถ้วยชาพร้อมจานรองเหมาะกับวาระโอกาสที่เป็นทางการ
โดยมารยาทในการดื่มชาจากชุดถ้วยชาจะต้องยกจานรองขึ้นพร้อมกับถ้วยชา
มือข้างหนึ่งถือจานรองไว้ ในขณะที่อีกข้างหนึ่งถือแก้ว ถ้าจะต้องใช้ช้อนคนชาให้ระวังไม่ให้ช้อนชาไปกระทบข้างถ้วยชาจนทำให้เกิดเสียงดัง
เมื่อคนแล้วให้วางช้อนชานั้นไว้ที่จานรอง และห้ามซดชาจากช้อนชาเด็ดขาด
ส่วนแก้วชานั้นเหมาะกับการดื่มชาแบบไม่ค่อยเป็นทางการ และมักใช้ร่วมกับที่กรองกากชา
ภาชนะใส่นมและน้ำตาล
ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นรสที่มีความพิเศษอยู่ในตัว
โดยปกตินักดื่มชามักจะไม่นิยมผสมสิ่งใดลงไปปนเปื้อนให้เสียกลิ่นรสของชา
แต่สำหรับรสนิยมของบางคน การเติมแต่งกลิ่นรสลงในถ้วยชาก็ถือเป็นความรื่นรมย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
สิ่งที่นิยมใช้ในการปรุงรสชาติของชาคือ นม (ไม่ใช้ครีม เพราะมีความข้นมันเกินไป
ทำให้กลบกลิ่นรสของชา) และน้ำตาล ฉะนั้นในชุดชงชาส่วนใหญ่นอกจากจะประกอบด้วยกาชงชาและชุดถ้วยชาแล้ว
ยังอาจมีโถใส่นมและชามใส่น้ำตาลจัดเข้าเป็นชุดเดียวกันด้วย
ที่กรองกากชา
เป็นอุปกรณ์สำคัญใช้แยกกากชาออกจากน้ำชา มีหลากหลายรูปแบบ เช่น
-
Permanent Tea filter เป็นตะแกรงละเอียดทำจากวัสดุเช่นสเตนเลส
ทอง เป็นรูปถ้วยมีฝาปิด ใช้กับถ้วยชาแบบ mug หรือกาชงชาที่ไม่มีที่กรองกากชาในตัว
ข้อดีของที่กรองกากชาชนิดนี้คือมีพื้นที่กว้างพอให้น้ำร้อนสัมผัสกับใบชาได้ทั่วถึง
ซึ่งจะทำให้กลิ่นรสของใบชาละลายลงในน้ำได้เต็มที่
-
Tea Strainer (or infuser) ที่กรองกากชาสำหรับ 1 ที่นี้มีรูปร่างและรูปแบบที่หลากหลาย
เช่น เป็นตะแกรงลูกบอล เป็นรูปกรวย เป็นที่กรองพร้อมฐานรอง (สำหรับกรองกากชาที่ผสมอยู่ในน้ำชาที่เทลงในถ้วย)
หรือเป็นที่กรองรูปแบบถุง ทำจากกระดาษ ผ้าไหม
หลังจากที่ได้รู้เรื่องราวอุปกรณ์ในการชงชาไปแล้ว
ก่อนจบเรามาตบท้ายกันที่วิธีการเก็บรักษาใบชาให้คงคุณภาพดีและเคล็ดลับในการชงชาให้อร่อยกันดีกว่าครับ
การเก็บรักษาใบชา
วิธีการเก็บรักษาใบชาแห้งมีผลมากต่อคุณภาพกลิ่นรสของชา
เนื่องจากใบชาแห้งสามารถดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ง่าย ฉะนั้นจึงต้องบรรจุในภาชนะบรรจุที่ปราศจากกลิ่น
เช่น ในกระป๋องโลหะปิดสนิท อย่าเก็บใบชาในภาชนะพลาสติกเป็นอันขาด
เพราะใบชาจะดูดกลิ่นพลาสติกเข้าไปทำให้เสียรส รวมถึงไม่ควรเก็บชาหลายชนิดปะปนกันในภาชนะเดียว
และไม่ควรเก็บใบชาไว้ใกล้เครื่องหอมหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่น
เพราะใบชาจะดูดเอากลิ่นเหล่านี้ไว้
ถ้าต้องการเก็บใบชาที่มีปริมาณมากๆ
ให้ห่อใบชาด้วยกระดาษสีน้ำตาล 2-3 ชั้น ใส่ในภาชนะปิดสนิท แล้วเก็บไว้ในตู้เย็น
จะทำให้คงคุณภาพของใบชาไว้ได้เป็นเวลานาน
|